15 เมษายน 2558

ชุดเหล็กที่ดี ควรสร้างจังหวะ และความรู้สึกในการสวิงที่เหมือนกันในเหล็กทุกเบอร์

ชุดเหล็กที่มีความรู้สึกในการสวิงที่เหมือนกันในเหล็กทุกๆเบอร์ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ จะทำให้นักกอล์ฟสามารถรักษา และสร้างจังหวะสวิง (Swing tempo) ได้เหมือนกันในเหล็กทุกๆเบอร์ ซึ่งในปัจจุบันโค้ชกอล์ฟระดับโลกจะพยายามโค้ชในนักกอล์ฟมี Swing Tempo ที่เหมือนกันให้ได้โดยเฉพาะในชุดเหล็ก และเวจด์ เพราะต้องการความแม่นยำและแน่นอนในช๊อตที่เข้ากรีน

แต่น่าเสียดาย ชุดเหล็กที่วางขายอยู่ทั่วไปในห้าง ที่เป็นสเปกโรงงาน ไม่สามารถทำให้นักกอล์ฟสร้าง และพัฒนาจังหวะสวิงให้เหมือนกันได้ เพราะการประกอบออกมาขายจะมีสวิงเวท (Swing weight) ที่เป็นสเปกเดียวเหมือนกันหมดในรุ่นเดียวกันที่มาจากโรงงาน ทำให้ไม้กอล์ฟที่มีความยาวมากกว่าจะมีความรู้สึกในการสวิงที่หนักกว่า ไม้กอล์ฟที่มีความยาวสั้นที่มีสวิงเวทที่เหมือนกัน

ดังนั้นชุดเหล็กที่มีสวิงเวทเดียว ในสเปกโรงงานยิ่งไม่เหมาะ และตอบสนองนักกอล์ฟในทุกคนทุกระดับฝีมืออีกด้วย ทั้งนี้เพราะทักษะการสวิง และความแข็งแรงร่างกายที่ต่างกัน แต่ต้องใช้ไม้กอล์ฟที่ขายอยู่ และมีสวิงเวทเดียวกันหมด

นอกจากนั้น เมื่อซื้อชุดเหล็กสเปกโรงงานมาใช้รุ่นหนึ่ง และต้องการชุดเวจด์มาเพื่อเสริมให้ครบเครื่อง ครบครัน แต่ก็จะพบกับชุดเวจด์ที่ขายเป็นสเปกโรงานนั้น มีความแตกต่างจากชุดเหล็กที่ได้มาก่อนนั้นอีกด้วย ทั้งน้ำหนักรวม / น้ำหนักก้าน / สวิงเวท / ขนาดกริ๊ป และความยาวก้านก็ไม่ได้ไล่เรียงจากเหล็กตัวสุดท้าย (PW) ในชุดเหล็กเอาซะเลย ซึ่งเมื่อใช้ได้สักระยะหนึ่งท่านจะทราบได้ว่า ชุดเวจด์ กับ ชุดเหล็ก ไม่ค่อยสามัดคีกันเลย ทำให้จังหวะในการสวิงต่างกันถึงจะควบคุมมันได้ นั่นจะทำให้ท่านต้องปรับวงสวิงให้เข้ากับไม้กอล์ฟไปอย่างไม่รู้ตัวเลยสิครับ และจะทำให้จดจำติดตัวไปตลอด หากจะแก้ก็คงใช้เวลานานหน่อยมั้งครับ

สำหรับท่านนักกอล์ฟที่รักในเกมส์กอล์ฟ ต้องการพัฒนาฝีมือในเชิงกอล์ฟแล้ว คำตอบของไม้กอล์ฟที่เป็นสเปกโรงงานจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้หรือเปล่าครับ ควรนำชุดเหล็ก/เวจด์ที่ใช้มาตรวจสอบ และปรึกษากับ Professional Club Fitting ที่สามารถให้คำตอบกับท่านได้สิครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าควร ปรับ/แต่ง อย่างไรที่จะได้สเปกไม้กอล์ฟที่เป็นของท่านเองจริงๆ

4 มีนาคม 2558

ความแตกต่างก้านไม้กอล์ฟ ที่ควรพิจารณาก่อนการซื้อ

ก้านไม้กอล์ฟถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและได้รับความนิยมในหมู่นักกอล์ฟที่ต้องการจะโมดิฟายไม้กอล์ฟตัวเองให้ได้เต็มประสิทธิภาพในการใช้งานจริง ส่วนใหญ่หลายคนเพียงต้องการให้ได้ระยะไกล (Distance) ขึ้น และค่อยคำนึงถึงความแม่นยำ (Accuracy) และความสม่ำเสมอ (Consistency) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าระยะเลยด้วยซ้ำในการเล่นจริงในสนามกอล์ฟ ที่จะทำสกอร์ให้ได้น้อยที่สุด ใช้ช๊อตน้อยที่สุด หรือ ช่วยลดสกอร์นั่นเอง

ก้านไม้กอล์ฟที่ติดมาจากโรงงาน (Stock Shaft) หรือบางท่านเรียกว่า (OEM shaft) คือผลิต และประกอบคู่มากับไม้กอล์ฟผลิตที่ละมากๆ มีเพียง 2 Flex ให้เลือก (R กับ S) คุณภาพ หรือคุณสมบัติก็แล้วแต่จะตรงกับนักกอล์ฟที่ได้ซื้อไป แล้วเหมาะกับตัวเอง ก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนก้านฯเพื่อจะได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตรงกับความสามารถ และสรีระของตัวเอง ก็ควรรู้ว่าก้านไม้กอล์ฟนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ก้านไม้กอล์ฟที่วางขายทั่วไป มีให้เลือกมากมายหลายแบนด์ หลายรุ่น หรือแบนด์เดียวกัน ก็มีอีกหลายรุ่น นับได้ว่ามีให้เลือกเป็นร้อยเลยก็ว่าได้ ซึ่งการแข่งขันทางการตลาดพยายามโปรโมทแบนด์ตัวเองด้วยการ ให้สปอนเซอร์นักกอล์ฟอาชีพ และลงโฆษณาให้ติดตา ติดตลาดของผู้บริโภคในสื่อต่างๆ แล้วจริงๆคุณสมบัติของก้านนั้นต่างกันตรงนั้นหรือ สมมุติเอาสี และลวดลายที่พ่นบนก้านออก ให้เป็นเดียวกันหมด คือสีดำ หรือเป็นสีของกราไฟท์อย่างเดียวกันทั้งหมด ท่านควรจะพิจารณาเลือกก้านไหนที่เหมาะกับท่านที่สุด ปราศจากชื่อแบนด์ และรุ่นต่างๆที่บอกบนตัวก้าน

น้ำหนักก้าน (Shaft weight) ควรเป็นตัวแรกในการพิจารณาเลือกให้เหมาะกับความแข็งแรง ทักษะการสวิง และความเร็วสปีดที่จะเร่งเข้าตีลูกกอล์ฟ ซึ่งท่านสามารถนำก้านนั้นมาชั่งบนเครื่องชั่งทั่วไปที่บอกน้ำหนักเป็นกรัม ก็จะรู้ว่ามีน้ำหนักก้านเปล่าเท่าไร (Gross weight) เพราะน้ำหนักก้านถือได้ว่าเป็น มวลที่จะควบคุมสเปคไม้กอล์ฟ ในทางวิทยาศาสตร์ (มวล+ความเร็ว=งาน(แรง)

เครื่องวัดค่าความถี่ก้าน (Frequency Analyser)
ความอ่อน/แข็งก้าน (Shaft Flex) ซึ่งก้าน R หรือ S ที่พอจะทราบกันนั้นไม่สามารถนำมาเป็นตัววัดความแข็ง/อ่อนก้านที่มาเปรียบเทียบกันได้ เพราะไม่มีค่าความเป็นมาตรฐาน ซึ่งแต่ละแบนด์กำหนดความอ่อน/แข็งของตัวเองโดยไม่ได้อ้างอิงกับใคร จึงไม่ควรไปยึดติดกับ Flex นั้นมากเกินไป ซึ่งก็มีบางแบนด์ก็ไม่ได้กำหนดเป็นตัวอักษร แต่กำหนดความอ่อน/แข็งเป็นตัวเลข เช่น 5.0/5.5/6.0 หรือกำหนดให้เป็นค่า CPM (Circle Per Minute) ซึ่งเป็นค่าที่ได้จากการวัความถี่/ดีดก้าน บนเครื่องวัด Frequency Analyser  ต่อการดีด ต่อรอบ/นาที ถ้ามีค่ามาก หรือความถี่มาก ค่าความแข็งของก้านก็จะมาก ค่าตัวนี้จะผันแปรตามความยาวก้านด้วยเหมือนกัน หากจะเปรียบเทียบระหว่างก้านสองก้านที่แตกต่างกันว่าก้านไหนจะ อ่อน/แข็งกว่ากัน ต้องควรมีความยาวที่เท่ากันด้วยครับ

คราวนี้พอทราบเจ้าค่า CPM คร่าวๆแล้วซึ่งในบทความก่อนๆก็เคยเล่าให้ฟังบ้างแล้ว คราวนี้ค่า CPM ก็มีบทบาทสำคัญในปัจจุบัน เพราะนักกอล์ฟเริ่มมีความรู้แล้วว่าค่า CPM ของก้านไม้กอล์ฟนั้นสำคัญอย่างไร และใช้ค่า CPM ทดแทนค่า Flex ไปแล้วว่าควรใช้ก้านที่มีค่า CPM ที่เท่าไร

ก้านที่มี CPM ที่โคนก้านเหมือนกัน แต่การดีดที่ปลายก้านไม่เหมือนกัน
ก้านฯบางแบนด์ก็นำค่า CPM มากำหนดเป็นค่าความอ่อน/แข็งของก้านฯแบนด์ตนเองไปแล้ว เช่นก้านนี้มีค่า CPM /235  แต่มีค่าเดียวที่บอกกับลูกค้า ซึ่งแต่ละก้านที่มีค่า CPM ที่เหมือนกัน อาจจะทำงาน หรือการดีดก้านไม่เหมือนกันได้ เพราะการดีดที่ปลายก้านไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรรู้ค่า CPM ตลอดทั้งก้านด้วยว่ามีค่าเป็นอย่างไร จึงนำมาพิจารราตัดสินใจเลือกก้านให้เหมาะกับตัวเอง และเชื่อว่าบริษัทผลิตก้าน หรือร้านขายก้านไม้กอล์ฟคงไม่ยอมบอกลูกค้าถึงรายละเอียดขนาดนั้นหรอกครับ เพราะหากก้านที่ราคาขายที่แพง หากเมื่อนำมาเทียบกัน และมีค่า CPM ตลอดทั้งก้านใกล้เคียง หรือเท่ากับ ก้านที่มีราคาถูกกว่า ถ้าเป็นคุณจะเลือกก้านไหนละครับ???

สรุปการเลือกซื้อ/เปลี่ยนก้านนั้น ไม่ควรมองที่ราคา หรือแบนด์เป็นอันดับแรก สืบเนื่องมาจากการโฆษณา และนักกอล์ฟอาชีพใช้เป็นสำคัญ นั่นก็ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของท่านเองไม่ได้ แต่ถ้าหากท่านรู้ว่า ก้านนั้นมีน้ำหนักก้าน (Shaft Weight) เท่าไร และมีค่าความอ่อน/แข็ง (Flex) ซึ่งควรมีค่า CPM ตลอดทั้งก้านเป็นอย่างไร ที่สามารถตอบสนองกับการสวิงของท่านได้ และนอกจากนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การประกอบก้านไม้กอล์ฟ (Club Assembly) ต้องให้ได้บนหลักการการฟิตติ้ง เช่นความยาวก้าน / สวิงเวท / การจัดแนวดีดที่ดี และขนาดกริ๊ป ให้เหมาะกับตัวท่านมากที่สุด การเปลี่ยนก้านนั้นจะถือว่าคุ้มค่าที่สุด ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการฝึกซ้อมแล้วครับ

19 มกราคม 2558

ไม้กอล์ฟไดร์ฟเวอร์ที่วางขายในตลาดไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับนักกอล์ฟทุกคน

ในโลกของอุปกรณ์ไม้กอล์ฟปัจจุบันนี้ มีการแข่งขันกันสูงมากในการลงทุนโฆษณา และให้สปอนเซอร์นักกอล์ฟมืออาชีพ เพื่อโปรโมทสินค้าไม้กอล์ฟอย่างต่อเนื่อง ให้ได้สินค้าแบนด์นั้นติดตลาดและคุ้นหูคุ้นตากันในมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อมาเป็นเจ้าของได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะไดร์ฟเวอร์ หรือหัวไม้ 1 ที่มีการออกจำหน่ายในตลาดเป็นแฟชั่นเลยก็ว่าได้ รุ่นใหม่ๆออกมาราคาแพงมาก แต่อีกไม่กี่เดือนก็ออกรุ่นใหม่มาอีกในยี่ห้อ/แบนด์เดียวกัน ซึ่งทำให้รุ่นเก่านำมาลดราคาแบบถูกมาก ใครซื้อตอนแรกแทบจะร้องไม่ออกเลย ถูกกว่าครึ่งเลยที่เดียว แต่ก็ยังตอบคำถามไม่ได้ว่า ไดร์ฟเวอร์อันไหน/รุ่นไหนมันดีกว่า และต่างกันอย่างไร

หัวไม้ไดร์ฟเวอร์ในแต่ละแบนด์ที่ออกมาจำหน่ายในตลาดนั้นมีองศาหน้าไม้ (Loft Angle) ที่วางขายอย่างมากแค่ 2 แบบให้เลือก ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียง 9.5 หรือ 10.5 องศา นั่นเป็นเพราะว่าขอจำกัดในต้นทุนการผลิต และการทำตลาด เพราะต้นทุนการผลิตต่อหนี่งหัวไม้ นั้นสูงมากที่จะทำให้ลูกค้าเลือกมากกว่า 2 แบบ (ถ้าผลิตเช่นเดียวกับเบอร์รองเท้า) เพราะผู้ผลิตทราบดีอยู่แล้วว่าไม่สามารถตอบสนองให้ลูกค้าได้ทุกระดับฝึมือ ที่จะทำให้ลูกค้า/ผู้บริโภคเล่นกอล์ฟให้ได้ดีขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เพราะความสามารถนักกอล์ฟที่แตกต่างกัน และมีทักษะทางกีฬาหลายระดับ จึงทำออกแบบการผลิตให้มีการปรับองศาหน้าไม้ได้ในหัวไม้เดียวกันได้ -/+2 องศา ซึ่งจริงๆแล้วองศาหน้าไม้ที่ไม่ได้วาง หรือสัมผัสกับพื่นไม่สามารถวัดองศาที่แท้จริงออกมาได้อย่างคงที่และแน่นอน (ไดร์ฟเวอร์จะตีบนที ไม่ใช่ตีกับพื้น ซึ่งองศาหน้าไม้จะเปลี่ยนไปตอนการจับกริ๊ปที่ต่างกันออกไปของนักกอล์ฟแต่ละคน) ซึ่งนักกอล์ฟสมัครเล่นทั่วไปก็เข้าใจ และอยากได้ไดร์ฟเวอร์ที่สามารถปรับองศาหน้าไม้ได้ตามคำโฆษณาอย่างนั้น
(การเปลี่ยนองศาหน้าไม้ในไดร์ฟเวอร์สำหรับนักกอล์ฟมือดีก็สามารถทำได้ เพียงเปลี่ยนการจับกริ๊ป หรือปักทีให้สูงขึ้น หรือเลื่อน/เปลี่ยนตำแหน่งของการยืนจรดแอดเดรส ก็ทำให้องศาหน้าไม้นั้นเมื่ออิมแพคเปลี่ยนไปนั้นเอง)

นักกอล์ฟหลายท่านซื้อไม้กอล์ฟแบบนั้นมาแล้วก็ไม่เข้าใจหลักการในการเพิ่มหรือลดองศาหน้าไม้ ว่าจะช่วยอะไรกับตัวเองได้ เพียงแต่ซื้อมาเพราะเขาบอกว่ามันปรับองศาหน้าไม้ได้หลายแบบ หรือคือมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ก็เลยตัดสินใจซื้อมา ซึ่งไม่เคยรู้ว่าองศาหน้าไม้ที่เหมาะกับความสามารถทักษะการสวิงของตัวเองเป็นอย่างไร  รวมไปถึงขนาดความยาวก้านฯที่เหมาะสม กับตัวเองว่าควรมีความยาวเท่าไร และมีน้ำหนักก้าน/น้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ ว่าควรเป็นอย่างไร จึงจะเหมาะกับความแข็งแรงร่างกายตัวเอง (หรือเลือกอันที่เบาๆไว้ก่อน) จึงเหมือนจำเป็นต้องเสี่ยงซื้อไดร์ฟเวอร์นั้นมา เพราะคิดว่าราคาแพงเป็นรุ่นใหม่มันน่าจะดี จะทำให้ตีได้ไกลขึ้นได้แน่ๆ ด้วยเหตุนี้ตามความเป็นจริงแล้วท่านนักกอล์ฟหลายท่านคงเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้วใช่ไหมครับ ว่าเป็นคำตอบถูกต้องหรือไม่ ราคาแพงต้องเป็นไม้ฯที่ดีกับตัวเองจริงๆ

มุมเหิน B เป็นมุมที่ได้ระยะมากที่สุด
จะยกตัวอย่างให้ทราบว่า องศาหน้าไม้ 9.5 หรือ 10.5 องศา เป็นองศาที่ต่ำเกินไปที่นักกอล์ฟมือสมัครเล่นทั่วไปจะตีให้ลูกกอล์ฟยกตัวให้ลอยสูงขึ้น และควบคุมระยะให้ได้ไกลขึ้นได้ ผู้ผลิตจึงผลิตก้านฯที่ประกอบติดมาให้มีน้ำหนักก้านที่เบา และมีความอ่อนตัวสูงโดยเฉพาะที่ส่วนปลายก้าน (Low Kick หรือ Low Bending) ซึ่งจะทำให้องศาหน้าไม้ที่ปะทะลูกเป็นมุมองศาที่สูงขึ้น (High Dynamic Loft) จาก 9.5 / 10.5 เป็น 14/15 องศา เพื่อชดเชยกับองศาหน้าไม้จริงที่ต่ำ ซึ่งจะให้เกิดมุมเหิน (Launch angle) ที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้ระยะตามหลักฟิตติ้งไม้กอล์ฟ แต่ด้วยเหตุนี้ก็จะมีข้อเสียก็คือ การควบคุมหน้าไม้ให้สแควร์ ตีเข้ากลางหน้าไม้ได้บ่อยๆครั้งจะลดลง เพราะก้านที่ยาว และอ่อนกว่าปกติ ดังนั้นนักกอล์ฟที่ต้องการตีให้ได้ต้องปรับวงสวิงให้เข้ากับไม้กอล์ฟ ด้วยการลดความเร็วสปีด หรือสวิงให้ช้าลง ถึงจะควบคุมได้ ด้วยเหตุนี้จะได้ระยะที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็เป็นไปได้ยากครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ลองเปรียบเทียบสเปค ระหว่างไดร์ฟเวอร์ กับ ชุดเหล็กก็ได้ครับ ถ้าไดร์ฟเวอร์มีองศาหน้าไม้ที่ต่ำ และมีน้ำก้าน/น้ำหนักรวมที่เบา จะทำให้ตีได้ง่าย ได้มุมเหินที่ดี ได้ระยะมากขึ้น ก็น่าจะเป็นวิธีคิดแบบเดียวกันว่า ทำไมในชุดเหล็ก ซึ่งเหล็กยาว (เหล็ก 4) มีองศาหน้าไม้ต่ำ / น้ำหนักเบากว่า และความยาวก้านที่ยาวกว่าเหล็กอื่นๆในชุด (คล้ายๆกับไดร์ฟเวอร์) มันก็หน้าจะตีได้ง่ายกว่าเหล็กสั้นสิครับ แต่กลับเป็นว่าเหล็กสั้น (เหล็ก 6 หรือ 7) ที่มีองศาหน้าไม้ที่มากกว่า และน้ำหนักรวมที่มากกว่า แต่ตีได้ง่ายและควบคุมระยะได้ตามต้องการกว่าเหล็กยาวเสียอีก หรือหากเปรียบเทียบกับหัวไม้ Fairway wood#3 หรือ Fairway wood#5 ก็คงเป็นวิธีคิดแบบเดียวกันใช่ไหมครับ (แล้วท่านยังจะอยากใช้องศาหน้าไม้ในไดร์ฟเวอร์ที่ต่ำ และมีก้านที่ยาวอีกหรือเปล่าครับ)

ความยาวก้านที่ตีเข้ากลางหน้าไม้บ่อยขึ้น
ดังนั้นองศาหน้าไม้ (Loft Angle) และความยาวก้าน (Club Length) เป็นตัวควบคุมระยะและทิศทางมากกว่าองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้นักกอล์ฟมีระยะที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ตัวก้านที่จะนำมาพิจารณาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกและปรับปรุงเพื่อให้ได้ระยะ สำหรับก้าน ควรคำนีงถ้าน น้ำหนักก้าน (Shaft Weight) และ ความอ่อนแข็งก้าน (Flex หรือ Bending Profiles) ซึ่งควรเลือกตามความแข็งแรง และทักษะการสวิงที่ต่างกันของแต่ละคน ซึ่งไม้กอล์ฟที่วางขายอยู่ตามชั้นในห้างนั้นได้บังคับสเปคให้ผู้ซื้อใช้ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งองศาหน้าไม้ / ความยาวก้าน และน้ำหนักก้าน ที่ดูแล้วไม่น่าจะเหมาะสมกับนักกอล์ฟส่วนใหญ่เลย เหมือนท่านโดนบังคับซื้อ หรือลองซื้อมาใช้ดูว่าเผื่อจะตีได้ ผมถือว่าเป็นการเสี่ยงโชคนะครับ โชคดีก็ตีได้ โดยไม่มีวิธีคิดตามหลัก Golf Club Fitting แต่เป็นน่าเสียดายกับหลายๆท่านที่ซื้อมาแล้ว ลองแล้วไม่โดน ไม่ถูกใจ ก็ต้องขาย และเปลี่ยนมาซื้อแบนด์อื่นๆวนเวียนไปจนกว่าจะเจอไม้กอล์ฟที่ถูกใจ สรุปแล้วน่ามีไดร์ฟเวอร์หลายอัน อาจเปิดร้านขายไม้กอล์ฟมือสองในบ้านได้เลยนะครับ

7 ตุลาคม 2557

ก้านไดร์ฟเวอร์ที่ยาวจะทำให้ตีได้ไกลขึ้นจริงๆ เป็นคำตอบสุดท้ายจริงหรือ?

ก้านยาว ตีไกล
ก้านไม้กอล์ฟโดยทั่วไปที่ผลิตออกมาขายในตลาดโลก ส่วนใหญ่จะพยายามผลิมให้หัวไม้มีน้ำหนักเบา และมีความยาวก้านที่ยาวขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้นักกอล์ฟตีแล้วให้ระยะเพิ่มขึ้น แต่คงไม่ได้คำนึงถึงความสม่ำเสมอ (Consistency) ที่สามารถตีให้ได้ระยะไกลได้บ่อยครั้ง หรือมากครั้งขึ้น และยังไม่รวมถึงควรแม่นยำ หรือการควบคุมลูกกอล์ฟ (Control or Accuracy)ให้อยู่ในแฟร์ได้บ่อยครั้งเช่นกัน เช่น ใช้ไดร์ฟเวอร์ 14 หลุม (ไม่นับพาร์ 3) ทีช๊อตอยู่ได้แฟร์เวย์ และเล่นช๊อตต่อไปได้ง่ายกี่หลุม

นั่นไม่ได้หมายความว่า ผลิตไม้กอล์ฟออกมานั้นเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันตีไกล (Longest Driver Contest) เท่านั้นหรือ ถึงผลิตความยาวก้านให้ยาวเอาไว้ก่อน เพราะการแข่งขันตีไกลให้ตีลูกที่จุดเดิม 3 ครั้ง และนับครั้งที่ไกลที่สุดถือว่า เป็นไม้กอล์ฟที่ตีไกล และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริงของการออกรอบ หรือการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ทั่วไป

ตีลูกฯเข้ากลางหน้าไม้ (Center Impact) ที่ต้องการ
ตามหลักการทางเทคนิค หากการตีกอล์ฟแล้วไม่โดนกลางหน้าไม้ (Center Impact) การถ่ายทอดพลังส่งต่อจากก้านไม้กอล์ฟไปยังลูกกอล์ฟ (Power Transition) ได้ไม่เต็ม 100% อย่างแน่นอน ซึ่งก้านที่ยาวอาจให้ความเร็วสปีด หรือความเร็วหัวไม้ (Club Head Speed) ที่สูงขึ้นบ้าง แต่ถ้าตีไม่ตรงกลางหน้าไม้แล้วจะทำให้ ความเร็วลูกกอล์ฟ(Ball Speed) ที่ออกจากหน้าไม้ไปมีความเร็วที่ต่ำกว่าตีตรงกลางหน้าไม้ หรือทางเทคนิคเรียกกันว่า Smash Factor (ซึ่งเคยพูดในบทความก่อนๆมาแล้ว)

นักกอล์ฟมือดีๆ หรือ นักกอล์ฟอาชีพ ซึ่งมีความสามารถในการตีลูกเข้ากลางหน้าไม้ได้บ่อยครั้งมากกว่านักกอล์ฟสมัครเล่นทั่วๆไป เขาเหล่านั้นยังไม่ต้องการมีความยาวก้านที่ยาวเกินกว่าที่พวกเขาควบคุมได้เลย (ใน PGA เฉลี่ยมีความยาวไดร์ฟเวอร์ ไม่เกิน 45 นิ้ว) เพราะต้องการการควบคุม (Control) และความแม่นยำ (Accuracy) ซึ่งต้องเล่นติดต่อกันถึง 4 วันเต็ม ทุกช๊อตที่พลาดหมายถึงการแพ้ หรือชนะได้

ความยาวก้าน (Club Length) เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ และเป็นเป้าหมายหลักของการทำ Club Fitting ก่อนสิ่งอื่นใดให้กับนักกอล์ฟเพื่อให้นักกอล์ฟสามารถตีลูกฯให้ตรงกลางหน้าไม้ฯได้บ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งไม้กอล์ฟที่เป็นมาตรฐานการผลิตจากโรงงาน หรือช่างทำไม้กอล์ฟ หรือ Proshop ทั่วไปประกอบก้านไม้กอล์ฟต้องให้ยาวไว้ก่อน นั้นไม่ใช่คำตอบอย่างแน่นอนสำหรับนักกอล์ฟทุกคนครับ

สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกก้านไม้กอล์ฟให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การเลือกเปลี่ยนก้านไม้กอล์ฟตามมาตราฐานหลักการฟิตติ้ง หรือจะโมดิฟายไม้กอล์ฟโดยการเปลี่ยนก้าน ควรคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญดังนี้

1. น้ำหนักก้าน (Shaft Weight) : เป็นตัวกำหนดหลักในการเลือกหาก้านที่เหมาะสม ก้านที่มีน้ำหนักก้านเบาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเพิ่มระยะ หรือการควบคุมทิศทางของนักกอล์ฟทุกคน ควรเลือกน้ำหนักก้านให้เหมาะสมกับความแข็งแรงร่างกาย และทักษะการสวิงที่แตกต่างกัน เพราะน้ำเบาเพิ่มความเร็วหัวไม้ แต่ไม่ได้ให้พลัง (Power Factor) ในการอิมแพค และการควบคุมทิศทาง

2. ความอ่อน/แข็งก้าน (Flexibility) : ท่านไม่สามารถเชื่อได้เลยว่า Flex R หรือ S เหมาะกับท่าน เพราะ Flex นั้นไม่มีมาตรฐานกลาง แล้วแต่ผู้ผลิตจะกำหนดขึ้นเอง ซึ่ง Flex R ของแบนด์หนึ่ง อาจจะเท่ากับ Flex S ของอีกแบนด์ก็เป็นได้ ควรรู้ค่าความอ่อน/แข็งก้าน ด้วยการวัดการดีดก้าน หรือความถึ่ก้าน (Frequency Analyzer) เพื่อหาค่า CPM (Circle Per Minute) ของก้านนั้นๆ ถึงจะรู้ได้ว่ามีความอ่อน/แข็งกว่าก้านเดิมที่ใช้อยู่ก่อนจะเปลี่ยนก้านอย่างไร
3. จุดดีดก้าน (Bend Point / Profile) : ที่หลายท่านทราบกัน คือ Low/Mid/High kick เพราะก้านที่มีน้ำหนักที่เท่ากัน อาจมีจุดดีดก้านที่ไม่เหมือนกันได้ และ Low/Mid/High Kick นั้นไม่มีความเป็นมาตรฐานที่จะให้คุณสมบัติก้านเช่นเดียวกันกับ Flex (ที่กล่าวมาแล้ว) ต้องทราบค่า CPM ของทั้งก้านไม้กอล์ฟนั้นเช่นกัน นักกอล์ฟที่ไดร์ฟบอลโด่งทั้งๆที่มีองศาหน้าไม้ต่ำนั้น เพราะปลายก้านที่อ่อนมากเกินความเร็วหัวไม้ที่ได้ หรือก้านที่มีความยาวเกินความสามารถ และสรีระที่ต่างกัน นักกอล์ฟก็จะปรับวงสวิงให้เข้ากับไม้กอล์ฟในที่สุดนั่นเอง

4. การประกอบก้าน (Club Assembly) : อันสุดท้ายนี้สำคัญ เพราะเลือกก้านตามที่ 3 ข้อที่กล่าวมาแล้ว แต่การประกอบตามสเปคให้ได้เหมาะสมกับนักกอล์ฟแต่คนนั้น ให้ก้านทำงานให้เต็มประสิทธิภาพที่สุดของมันเองนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เสียบก้านไปที่หัวไม้ ตัดก้านตามความยาวปกติเหมือนที่เคยทำ หรือมาตราฐานของก้านรุ่นนั้น ก็เท่ากับเปล่าประโยชน์เลย ซึ่งผู้ประกอบต้องทราบ ความยาวก้าน / น้ำหนักสวิงเวท / แนวดีดก้าน หรือ Spine Alignment / ขนาดมือ เพื่อทำ ขนาดกริ๊ปให้พอดีกับนักกอล์ฟ จะได้ประโยชน์เต็มที่มากกว่าใช่ไหมครับ

5. ที่กล่าวมาแล้วนั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องสีสรร / ลวดลาย / แบนด์ หรือตามคำโฆษณาในท้องตลาดเลย เพราะองค์ประกอบของการนำก้านฯไปใช้ให้ได้ประสิทธิภาพตามหลักการทาง Club Fitting หรือหลักทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉนั้นท่านควรเลือกหรือควรรู้ในลายละเอียดของก้าน ก่อนตัดสินใจซื้อ หรือเปลี่ยนมาใช้ อย่างรอบครอบ ไม่ใช่การเสี่ยงโชค เพื่อการขายต่อเมื่อตีไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

25 สิงหาคม 2557

ไม้กอล์ฟตีไกล มีอยู่จริงหรือ เพียงเพราะคำโฆษณา (ตอนที่ 2)

การที่ไม้กอล์ฟหนึ่งไม้ ที่จะส่งเสริมให้นักกอล์ฟหนึ่งคนตีไกลระยะที่ไกลเท่าที่จะทำได้นั้น ต้องมีปัจจัยหลายส่วนของสเปกไม้กอล์ฟ รวมกับสเปกของนักกอล์ฟ หรือทักษะการสวิงของนักกอล์ฟคนนั้น ไม่ใช่ไม้กอล์ฟที่วางขายตามห้างฯต่างๆ หรือแบนด์ต่างๆที่ลงโฆษณาว่าเป็นไม้กอล์ฟตีไกล ตีได้ระยะมากขึ้นนั้นเป็นไม้กอล์ฟที่มีสเปกให้เลือกเพียง องศาหน้าไม้ (Loft Angle) ที่ 9.5 หรือ 10.5 และมีความอ่อนแข็งก้านเพียง Flex R (Regular) และ Flex S (Stiff) เท่านั้น แต่ความแตกต่างทางด้านสรีระร่างกาย และทักษะความสามารถทางกีฬาของนักกอล์ฟนั้นมีอยู่มากกว่า การเลือกใช้เพียง 1 หรือ 2 สเปคของไม้กอล์ฟเท่านั้นที่จะทำให้นักกอล์ฟนั้นตีได้ไกล และได้ระยะมากขึ้น

ความยาวก้าน (Club Length) เป็นส่วนที่แบนด์ต่างๆ นำมาเป็นปัจจัยหลักในการขาย และนักกอล์ฟหลายๆท่านก็เชื่อว่า ความยาวก้านจะทำให้ตีได้ไกล และได้ระยะมากขึ้น แต่ในทางหลักการ และการทดสอบไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้อง เพราะก้านที่ยาวขึ้น ความแม่นยำจะลดลง ไม่ทำให้นักกอล์ฟอิมแพคตรงกลางหน้าไม้ฯ (Off center impact)ได้บ่อยขึ้น ความผิดพลาดก็จะสูงตามไปด้วย

หลายท่านอาจจะพูดว่า ความยาวก้านยาวขึ้นทำให้ความเร็วหัวไม้ (Club Head Speed) มากขึ้นด้วย อันนี้เป็นคำพูดที่ถูกต้องก็ต่อเมื่อ ความเร็วหัวไม้ที่เร็วขึ้น จำเป็นต้องอิมแพคตรงกลางหน้าไม้ถึงจะทำให้ส่งพลังไปยังลูกกอล์ฟได้ดีที่สุดที่เรียกกันว่า (Ball Speed) ต่อให้ความเร็วหัวไม้เร็วขึ้น หรือมากขึ้น ถ้าอิมแพคไม่ตรงกลางหน้าไม้ฯ แล้วก็ได้ผลงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเต็มร้อย ภาษาฟิตติ้งเรียกกันค่านี้ว่า "Smash Factor" ควรคำนึงถึงค่าความเร็วลูกกอล์ฟที่ออกจากหน้าไม้ว่าอย่างไรที่จะทำให้ได้ไกลขึ้น และได้ระยะมากขึ้น ซึ่งความเร็วหัวไม้นั้นเป็นเพียงค่าเริ่มต้นเท่านั้นครับ

เพราะฉนั้นท่านนักกอล์ฟลองพิจารณาดูสิครับว่า ท่านควรมีก้านไม้กอล์ฟยาวเท่าไรที่จะเหมาะกับท่าน หรือท่านต้องการ ความยาวก้านสัก 48-50นิ้ว ในไดร์เวอร์ของท่านก็ได้นะครับ ว่าความยาวก้านไม้กอล์ฟจะทำให้ท่านตีได้ไกลขึ้นอย่างที่คำพูดดังกล่าว........................?

(ติดตามไม้กอล์ฟตีไกล ในตอนต่อไปนะครับ)

16 สิงหาคม 2557

ความยาวก้าน และความอ่อนแข็งก้าน มีผลต่อ Lie angle

ความยาวก้านไม้กอล์ฟที่ยาว หรือสั้นไป มีผลต่อ Lie angle ซึ่ง Lie angle นั้นก็มีผลต่อทิศทางของลูกกอล์ฟที่ออกจากหน้าไม้ไป เพราะฉนั้นความยาวก้านไม้กอล์ฟที่่เป็น Standard spec ในไม้กอล์ฟแตกละรุ่น/แต่ละแบนด์ที่วางขายอยู่ทั่วไป (One size fit all) ย่อมไม่เหมาะสมกับนักกอล์ฟทุกคน เพราะมีวงสวิงที่แตกต่างกัน และความยาวแขน/สัดส่วนความสูงที่แตกต่างกันด้วย

ซึ่งทำให้นักกอล์ฟหลายท่าน ปรับวงสวิงของตัวเองให้เข้ากับไม้กอล์ฟ เช่น ทิศทางลูกกอล์ฟออกไปทางซ้าย ก็พยามจะเล็งการตีมาทางขวา หรือยืน Address ให้ปิดเพื่อชดเชยวิถีของการตีที่ไปทางซ้าย ซึ่งท่านนักกอล์ฟก็ยังไม่เคยตรวจเช็คอุปกรณ์ตัวเองเลย แต่กลับไปปรับวงตัวเองให้เข้ากับไม้กอล์ฟแทน และแย่ไปกว่านั้นท่านจะติดวงสวิงที่ผิดๆ จนแก้ไขได้ยากในภายหลัง



นอกจากนั้นความอ่อน/แข็งก้าน หรือการจัดแนวดีดก้านที่เหมาะสม (บางท่านเรียก การจัด Spine) ก็มีผลต่อ Lie angle เช่นเดียวกัน เพราะในขณะที่ Down Swing น้ำหนักหัวไม้ และแรงสวิงจะส่งผลให้ก้านงอตัวก่อนการอิมแพค (หรือ Droop effect) เพราะบางครั้งเวลายืนจรดไม้ฯ มองด้วยตาเปล่าอาจจะเห็นว่า Lie angle ดูพอดี หรือระนาบเดียวกับพื้น แต่จะวัดผลไม่ได้ในขณะยืนจรด ควรตรวจสอบ Lie angle ตอน Down swing เข้าอิมแพคลูกด้วย ถึงจะทราบว่าไม้กอล์ฟ/ก้านไม้กอล์ฟนั้น ทำให้ Lie angle เปลี่ยนไปด้วยหรือไม่

เพราะฉนั้นควรตรวจเช็ค Lie angle ที่มีความยาวก้าน และความอ่อน/แข็งให้เหมาะสมกับวงสวิงของท่านจะดีกว่ามั้ยครับ

24 พฤษภาคม 2557

สิ่งที่ผู้ขายก้านไม้กอล์ฟแบนด์ดัง ไม่ต้องการให้นักกอล์ฟรู้

สิ่งที่ผู้ผลิตก้านไม้กอล์ฟชื่อดัง ไม่ต้องการให้นักกอล์ฟรู้

ความอ่อนแข็ง (Flex) เพราะ flex ที่กำหนดเป็น R/S/X นั้นไม่มีความเป็นมาตรฐานที่สามารถนำมาใช้พิจารณาเลือก หรือฟิตก้านไม้กอล์ฟให้กับนักกอล์ฟได้ ก้านแบนด์เดียวกัน มี flex ที่บอกบนก้านเหมือนกัน ความอ่อน/แข็งของก้านยังไม่เหมือนกันเลยครับ สิ่งที่บอกความอ่อน/แข็งได้นั้นคือค่า CPM (Circle Per Minute) หรือค่าความถี่ในการดีด ต่อ ความยาวก้านที่มี ถึงจะรู้ว่าก้านนั้นมีความอ่อน/แข็ง อย่างไร

เลือกคุณสมบัติก้านเพียงสีภายนอก และแบนด์เท่านั้นหรือ? 
ค่า CPM นั้นท่านต้องควรรู้เมื่อเวลาต้องการจะเปลี่ยนก้านใหม่ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น และดีขึ้นกว่าก้านเดิม ไม่ใช่รู้เพียงก้านยี่ห้ออะไร / น้ำหนักก้านเท่าไร และ มี Flex อะไร ท่านก็จะไม่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงในการเปลี่ยนก้านครั้งนั้น ก็อาจจะต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆไป เหมือนการเสี่ยงโชคโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ

บางผู้ผลิตก้านไม้กอล์ฟ ก็อาจจะบอกสเปกของก้านด้วยค่า CPM มาด้วยเพื่อให้ดูแตกต่างจากแบนด์คู่แข่งอื่นๆ เพราะความรู้เรื่อง Clubfitting ในปัจจุบันเริ่มแพร่หลายกันมากแล้ว แต่นั่นก็เป็นค่า CPM ที่ไม่ละเอียดพอที่จะบอกสเปกของก้านไม้กอล์ฟก้านนั้นได้ทั้งก้านอย่างครบถ้วน เพียงแค่บอกค่า CPM ของโคนก้านด้านเดียวเท่านั้น

Professional Clubfitting จะบอกท่านได้เรื่องการเลือกก้านไม้กอล์ฟอย่างถูกต้องและใกล้เคียงกับความสามารถมากที่สุด อย่าเลือกก้านตามคำโฆษณา หรือสี/ลายที่พ่นบนก้าน ควรมีข้อมูลสเปกค่า CPM ของก้านนั้นๆ อย่างครบถ้วน ก่อนควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อแลกก้านไม้กอล์ฟนั้นมา

ก้านที่มี CPM เหมือนกัน แต่คุณสมบัติไม่เหมือนกันตลอดทั้งก้าน

3 พฤษภาคม 2557

องศาหน้าไม้ที่เปลี่ยน ผลมาจากการอิมแพ็คไม่ตรงกลางหน้าไม้

องศาหน้าไม้จะเปลี่ยนไป เมื่อการอิมแพ็คไม่ตรงกลางหน้าไม้ จึงทำให้ผลของระยะ และมุมเหินของลูกกอล์ฟเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เพราะฉนั้นการปักทีสูง-ต่ำ และตำแหน่งวางลูกตอนยืน address ก็ช่วยให้การอิมแพ็คกลางหน้าไม้เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ก็เพราะการออกแบบหน้าไม้ให้มีส่วนโค้ง (Bulge &Roll) นั้นเอง

ซึ่งในปัจจุบันได้มีหัวไม้ที่สามารถปรับองศาหน้าไม้ได้ก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นสำหรับนักกอล์ฟที่ยังไม่สามารถสร้างอิมแพ๊คให้เข้ากลางหน้าไม้ได้บ่อยครั้ง และถ้ายิ่งไปปรับเปลี่ยนองศาหน้าไม้ที่หัวไม้กอล์ฟบ่อยครั้งก็จะไม่สามารถรู้เลยว่า การอิมแพ็คของเราเหมาะกับองศาอะไร ซึ่งก้านไม้กอล์ฟที่ปลายก้านอ่อน หรือแข็งไปก็มีส่วนที่ทำให้มุมการอิมแพ็คหน้าไม้เปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน


13 เมษายน 2557

การเลือกก้านไม้กอล์ฟให้เหมาะกับวงสวิง

การรักษามุมข้อมือไว้ให้นานก่อนการอิมแพ็ค(Late unhinge wrist) เหมือนการเก็บพลังที่สะสมไว้มาใช้ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด และนักกอล์ฟมือดีๆส่วนใหญ่มักจะฝึกและใช้กัน หากใช้ก้านฯที่ปลายก้านอ่อน/เบา ก็จะไม่เหมาะกับนักกอล์ฟที่มีวงสวิงแบบนี้ครับ

 

นักกอล์ฟส่วนใหญ่ต้องการจะปรับแต่งก้านไม้กอล์ฟ แต่ก็ได้รับข้อมูล หรือคำแนะนำที่ไม่สามารถนำมาใช้กับตัวนักกอล์ฟได้จริงๆ เพียงเพราะเห็นเพื่อน หรือนักกอล์ฟหลายคนใช้กัน ก็อยากใช้บ้าง หรืออาจเป็นเพราะคำโฆษณาการตลาด ซึ่งควรมีข้อมูลวงสวิงของตัวเองให้มาก ไม่ใช่เพียงแต่ความเร็วหัวไม้ (Club Head Speed) เท่านั้น ก็จะสามารถวิเคราะห์เลือกก้านไม้กอล์ฟที่ต้องการปรับ/แต่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวเอง แต่ก็ได้ก้านไม้กอล์ฟแบบ เหมาะกับคนทั่วไปมาใช้นั่นเองแหละครับ

26 มีนาคม 2557

การหาไม้กอล์ฟที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ควรเสี่ยง หรือเลือกซื้อไม้ฯที่เป็น Standard spec มาใช้

การทำ Club fitting ที่ให้ได้ความเหมาะสมของไม้กอล์ฟ กับนักกอล์ฟหนึ่งคนนั้นจำเป็นต้องไม่ใช่ไม้กอล์ฟที่ได้มาจากทีวางขายบนชั้นอยู่ทั่วไปตามร้านฯ เพราะต้องทำความเข้าใจว่า ไม้กอล์ฟเหล่านั้นเป็นการประกอบเพื่อขายในตลาดส่วนใหญ่ และเป็นการผลิตที่ละมากๆ (Mass Production) หรือ One Size Fit All หรืออาจมีสเปคเพียง Flex R / S หรือ องศา 9.5 / 10.5 (ในหัวไม้ไดร์ฟเวอร์) เพราะฉนั้นนั้นเปรียบเสมือนเป็นการเสี่ยงดวงเพื่อเลือกซื้อไม้กอล์ฟนั้นมาโดยไม่มีเหตุผลในพิจารณาทางสรีระร่างกาย และความสามารถหรือทักษะในการสวิงฯ นอกจากสรรพคุณจากการโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือสปอนร์เซอร์ในนักกอล์ฟมือดีๆใช้ เพราะค่าตัว+ค่าโฆษณาได้รวมไปในราคาไม้กอล์ฟที่วางขายแล้วนั่นเอง

การทำ Club Fitting ที่ดีควรมีส่วนการวิเคราะห์ให้เลือกมากว่านั้น เช่น ความยาวก้าน / องศาหน้าไม้ / Lie Angle / น้ำหนักก้าน / จุดดีดก้าน / ขนาดกริ๊ป ฯลฯ นอกจากนั้น ยังรวมไปถึงการประกอบไม้กอล์ฟ (Club Assembly) ที่ดี ที่การปรับแต่ง และต้องมีความละเอียดบรรจงในการประกอบไม้ฯ เพื่อให้ได้สเปคทีเป็นไปตามการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ไม้กอล์ฟตามต้องการ (Custom Spec) ซึ่งต่างจากการประกอบไม้ฯที่เป็นมาตรฐาน (Standard Spec) ที่นำมาอ้างอิงอยู่ทั่วไป เพราะมันไม่ได้เหมาะสม หรือใกล้เคียงกับความต้องการตามความสามารถการสวิงของนักกอล์ฟในแต่ละคนเลย

อุปกรณ์ดี หากเลือกไม่ดี หรือประกอบไม้ฯไม่ได้อย่างที่เหมาะสมต้องการ กับความต่างในแต่ละคนแล้ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับการซื้อไม้กอล์ฟที่เป็น Standard Spec เพื่อไปหาไม้กอล์ฟที่เป็น Standard Spec ของอีกยี่ห้อหนึ่งกลับมาอีก ซึ่งในที่สุดท่านก็จะไม่รู้เลยว่า สเปคของท่านเองเป็น Standard Spec หรือเปล่า หรือเป็นสเปคอะไรก็ไม่รู้ และก็มีไม้กอล์ฟอยู่ในบ้านท่านหลายชุด ที่สามารถเปิดร้านขายไม้กอล์ฟขนาดย่อมๆได้เลยละครับ

16 มีนาคม 2557

ก้านเบาไม่ใช่คำตอบของการเพิ่มระยะ หรือพลังที่ส่งไปยังลูกกอล์ฟ

ก้านไดร์ฟเวอร์ที่เบาใช่คือคำตอบของความเร็วหัวไม้ (Club Head Speed) ที่เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดระยะที่เพิ่มขึ้นและเหมาะกับนักกอล์ฟทุกคนเสมอไป ซึ่งน้ำหนักก้านไม้กอล์ฟจะเป็นตัวกำหนดน้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Total weight) นั่นหมายถึง มวล หรือ เพาร์เวอร์ ที่จะเกิดพลังที่มากกว่ามวลที่เบากว่า รวมถึงการควบคุม (Control) / ความสม่ำเสมอ (Consistency) ซึ่งความแข็งแรง และทักษะในการสวิงของนักกอล์ฟในแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ที่ต้องต้องการเพียงก้านที่มีน้ำหนักเบาเพียงอย่างเดียว

นอกจากนั้นการประกอบไม้กอล์ฟ (Assembly Club) ยังมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกน้ำหนักก้านที่เหมาะสม เช่น การจัดความยาวก้าน / การจัดบาลานซ์ หรือสวิงเวท / จัดแนวดีดก้านที่เสถียน และขนาดของกริ๊ป ให้พอดีกับนักกอล์ฟในแต่ละคน

เพราะฉนั้น ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่เมื่อต้องการจะปรับแต่งไม้กอล์ฟให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เพราะเสี่ยงโชคในการเปลี่ยนก้านเท่านั้น

1 มีนาคม 2557

องศาหน้าไม้ (Loft angle) และ มุมระนาบสันไม้ (Lie angle) มีผลต่อระยะ และทิศทาง

องศาหน้าไม้ (Loft Angle) ในชุดเหล็กเป็นตัวกำหนดระยะของเหล็กในแต่ละเบอร์ ซึ่งองศาหน้าไม้จะเพิ่มขึ้น เมื่อก้านเหล็กที่สั้นลง และควรมีระยะห่างองศาที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ได้ระยะห่างที่แน่นอนขึ้น ในเหล็กแต่ละเบอร์

มุมระนาบสันไม้ (Lie Angle) เป็นตัวกำหนดทิศทางเมื่อลูกกอล์ฟออกจากหน้าไม้ Lie angle จะค่อยเพิ่มขึ้นเมื่อเหล็กที่สั้นลง และก็ยังมีผลต่อความยาวก้านเช่นเดียวกันที่ทำให้ Lie angle เปลี่ยนไปตามความยาวก้าน เมื่อเทียบกับข้อมือถึงพื้น (Wrist to Floor) ของนักกอล์ฟแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อใช้ไม้กอล์ฟที่มีความยาวเป็น Standard มาจากโรงงาน

ความยาวก้านมีผลต่อ Lie angle
เพราะฉนั้นท่านนักกอล์ฟเคยนำเอาชุดเหล็กของท่านมาตรวจวัด Loft & Lie บ้างหรือยังครับว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะใบเหล็กที่เป็นเหล็กนุ่ม (Forged) เมื่อผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว Loft & Lie จะเปลี่ยนไปตามการใช้งาน มิฉนั้นแล้วท่านก็จะไม่ทราบว่าระยะ หรือทิศทางที่เปลี่ยนไปเพราะอะไร อาจไม่ใช่เพราะการสวิงอย่างเดียว

ควรนำไม้กอล์ฟมาตรวจสอบ และทำ fitting บ้างนะครับ เกมส์กอล์ฟของท่านจะสนุกขึ้น อย่าโทษอุปกรณ์ และเปลี่ยนอุปกรณ์โดยยังไม่มีการตรวจเช็คสเปคที่เป็นอยู่ ท่านก็อาจจะต้องเสี่ยงโชคไปเรื่อยๆเพื่อให้ได้ไม้กอล์ฟที่เหมาะสมกับตัวท่านเอง

16 ธันวาคม 2556

คุณสมบัติก้านไม้กอล์ฟว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

ก้านไม้กอล์ฟที่เรามองเห็นอยู่ทั่วไปนั้น ท่านรู้ไหมว่ามันมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งไม่เป็นเพียงตัวอักษรที่พิมพ์บนก้านไม้กอล์ฟว่าเป็น Flex อะไร เช่น Flex R / S หรือมีสีสรรที่สวยงาม และโลโก้ของแบนด์ที่บอกบนก้าน เพียงเท่านี้หรือ...ที่นักกอล์ฟสามารถค้นพบหาก้านไม้กอล์ฟที่เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างถูกต้อง

ก้านแบนด์ที่วางขายทั่วไป
นักกอล์ฟหลายท่านปรารถนาที่จะมีไม้กอล์ฟประจำตัวดีๆสักชุด ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดกับตัวเอง ส่วนใหญ่ก็จะนิยมมองการปรับแต่ง ก้านไม้กอล์ฟดีๆมาทดแทนอันเดิมที่ติดมาจากโรงงาน หรือ ทำ Fitting หรือโมดิฟายที่เรียกๆกัน การที่จะหาก้านโมดิฟายสักก้านนั้นมันก็มีมากมาย หลายยี่ห้อ หลายรุ่น (ที่เป็นยี่ห้อเดียวกัน) แล้วควรเลือกอันไหนล่ะที่จะตรงประเด็นมากกว่า โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเปล่าเพราะไม่ถูกใจ เพราะเปลี่ยนตามเพื่อน ตามโฆษณาว่าเป็นก้านใหม่ล่าสุดเพิ่งวางตลาด

โครงสร้างของก้านไม้กอล์ฟนั้น หากดูภายนอกก็จะไม่ทราบรายละเอียดคุณสมบัติว่าก้านฯนั้นมันแตกต่างกันอย่างไร และจะให้ประสิทธิภาพกับนักกอล์ฟแต่ละคนอย่างไร ที่มีความต่างทางสรีระ และความสามารถในการสวิง เพราะหากเลือกดูเฉพาะ Flex ที่บอกบนก้านนั้น ก็ไม่ได้เป็น Flex ที่มาตรฐานแต่อย่างใด เช่น Flex R ของแบนด์หนี่งความอ่อน/แข็ง ก็จะไม่เหมือนกันกับ Flex R อีกแบนด์หนึ่ง หรืออาจจะเท่ากันกับ Flex S ก็ได้ อาจจะทำให้ผิดพลาดได้

ซึ่งบางท่านอาจทราบแล้วว่าการวัด Flex หรือความอ่อนแข็งของก้านไม้กอล์ฟนั้น เขาวัดกันที่ความถี ( Frequency) ของก้านเมื่อมีการดีด ขึ้น-ลง ต่อความยาวหนึ่งเท่านั้น ที่มีค่าออกมาเป็น CPM (Circle Per Minute) หมายถึง ความถึ่ที่ดีด ขึ้น และ ลง จำนวนหนึ่งรอบ (Circle) ต่อหนึ่งนาทีมีค่าเฉลี่ยออกมาเท่าไร หากมีค่ามาก ก็ถือได้ว่าก้านนั้นมีความแข็งมาก และค่าน้อยก้านนั้นก็จะอ่อน ซึ่งความยาวก้านนั้นก็มีผลต่อค่า CPM นี้ด้วย หากนำมาเปรียบเทียบความอ่อน/แข็ง ในก้านต่อก้าน

ซึ่งในปัจจุบันบริษัทก้านไม้กอล์ฟก็จะโฆษณาบอกรายละเอียดเพิ่มเติมไปบนก้านว่า ก้านรุ่นนั้นมี CPM เท่าไร ให้เป็นเทคนิคทางการตลาดมากขึ้นกับผู้บริโภคในการเลือก แต่เท่านั้นก็ยังวัดคุณสมบัติก้านนั้นได้ไม่ทั้งหมด เป็นเพียงวัดค่า CPM ที่โคนก้านเท่านั้น (Butt Flex) ซึ่งก้านไม้กอล์ฟนั้นไม่ได้ทำงานเฉพาะที่โคนก้านอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีความสำคัญในส่วนของปลายก้านด้วย (Tip Flex)

สเปคก้านไม้กอล์ฟที่บอกรายละเอียดทั่วไป
Tip Flex อ่อน หรือแข็งนั้นจะให้การดีด และการควบคุมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการโหลดก้านที่ใส่เข้าไป หรือ ความเร็วสปีด (Club Head Speed) ที่ทำได้ว่าเหมาะสมกับก้านที่มี Tip Flex อ่อน/แข็งอย่างไร แต่รับรองได้เลยว่า ก้านไม้กอล์ฟที่วางขายเป็นแบนด์ดังด้วยนั้น เขาจะไม่บอกรายละเอียด ของ Tip Flex นั้นแน่นอน อาจบอกเพียง Kick Point หรือ จุดงอตัวดีดว่า สูง / กลาง / ต่ำ (Low/Mid/High Kick point) หรือ มีค่า Torque กำกับอยู่ด้วยเท่านั้น ( Torque คือค่าการบิดตัวก้านมีหน่วยเป็นองศา หากบิดองศามาก ก้านอ่อน และองศาน้อยก้านแข็ง ซึงก็ไม่ต่างอะไรกับค่า Flex ที่ไม่เป็นค่ามาตรฐานนั่นเอง)

ค่า CPM บนก้านที่เหมือน และแตกต่างกันเมื่อนำมาเปรียบเทียบในสเปดเดียวกัน























ซึ่งเมื่อเข้าร้าน Professional Club Fitting ควรมีเครื่องวัดค่า CPM เพื่อเปรียบเทียบก้าน ต่อ ก้านได้ ซึ่งท่านนักกอล์ฟไม่จำเป็นต้องทราบว่า ก้านนั้นบอกอะไรบนก้าน หรือเป็นยี่ห้อดัง เพราะก้านที่ต่างกันจริงๆ หรือเหมือนกันนั้น ประการแรกควรเปรียบเทียบ น้ำหนักก้าน (Shaft Weight) ว่ามีน้ำหนักอย่างไร และ ประการที่สองคือ ความทราบว่า CPM บนก้านว่าเป็นอย่างไร ตั้งแต่โคนจรดปลายก้าน เพื่ิอให้ได้ก้านที่เหมาะสมกันนักกอล์ฟหนึ่งคน และ ประการสุดท้ายที่จำเป็นอย่างยิ่งประกอบการวิเคราะห์ ต้องตรวจสอบวงสวิง และความเร็วหัวไม้ ว่าเป็นนักกอล์ฟที่มีวงสวิงอย่างไร จึงจัดก้านได้อย่างเหมาะสมและใกล้เคียงที่สุดตามคุณสมบัติของก้านฯที่ออกมาจริงๆ

ดังนั้นจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นก้านฯยี่ห้ออะไร หากมีน้ำหนักก้าน และค่า CPM บนก้านที่เหมือน หรือใกล้เคียงกัน เรื่องของแบนด์ หรือยี่ห้อ ก็ไม่มีความหมายอะไรเลยที่จะนำไปใช้จริง เพียงแต่เรื่องราคา และการพิจารณาของท่านเอง ว่าท่านต้องการอะไรจากก้านฯที่กำลังจะซื้อนั้น ไว้ใช้ / โชว์  หรือเพื่อขายต่อละครับท่าน

17 พฤศจิกายน 2556

ไม้กอล์ฟที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ไม่ใช่มาจากชั้นวางขายในห้าง/ร้านทั่วไป (Your best golf clubs should not off from the shelf)

การที่จะหาไม้กอล์ฟเหมาะสมกับนักกอล์ฟหนึ่งคนนั้น ดูเหมือนมันไม่น่าจะยากเย็นอะไรหนักหนา ก็แค่เดินไปเลือกซื้อตามห้าง/ร้านขายไม้กอล์ฟ และสอบถามว่าไม้กอล์ฟชุดไหน/อันไหนดี และเทคโนโลยีใหม่สุด หรือเป็นรุ่นล่าสุด ก็น่าจะได้ไม้กอล์ฟที่เหมาะสม และดีที่สุดแล้ว แต่ทำไมนักกอล์ฟทั่วไปยังค้นหาไม้กอล์ฟ หรือการปรับแต่งเปลี่ยนก้านฯ จากแบนด์นั้นไปหาแบนด์นี้ จากสเปคนี้ ไป หาสเปคนั้น แบบฟังเขาเล่าว่า หรือตามโฆษณา จนบางครั้งไม่รู้ว่าอันไหนดี และเหมาะสมกับตัวเองที่สุดจริงๆ จนถึงปัจจุบันมีไม้กอล์ฟ / ก้านไม้กอล์ฟ ไม่รู้กี่สิบอันแล้วเก็บไว้ในบ้าน หรือกำลังจะประกาศขายราคาถูกตามเว๊ปขายสินค้าทั่วไป

Standard spec ที่ต้องมาปรับแต่งใหม่
กีฬากอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นให้สนุก หรือเล่นให้ได้ดียากพอสมควร ก็เพราะในการควบคุม หรือตีลูกกอล์ฟให้เป็นไปอย่างตั้งใจนั้นยากจริงๆ ก็อาจเป็นเพราะขนาดของลูกกอล์ฟเกือบเท่าขนาดของหน้าไม้ ซึ่งไม่เหมือนกับกีฬา (ตีลูก) ในประเภทอื่นๆ เล่นง่ายกว่ามาก และไม่ต้องมาเปลี่ยนอุปกรณ์กันให้ปวดหัว นอกจากนั้นแล้วกีฬากอล์ฟยังต้องฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมออีกด้วย มิเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เคยตีได้มันกลับตีไม่ได้แล้ว ทั้งๆที่ไม้กอล์ฟก็อันเดิม ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย ซึ่งอาจเกี่ยวกับอายุที่มากขึ้น หรือการฝีกซ้อมน้อยลง ทำให้ความแข็งแรงร่างกาย และทักษะทางกีฬานั้นเปลี่ยนไปนั่นเอง
สเปค หรือ ขนาดที่ไม่พอดี

แต่ที่สำคัญทีสุดสำหรับกีฬากอล์ฟ ก็คือไม้กอล์ฟทั้ง 14 อันนั่นเอง ที่ควรมีอุปกรณ์ให้เป็นไปตามทักษะ และความสามารถของร่างกายดีกว่านะครับ บางท่านก็ทนใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะความไม่รู้ หรือเสียดายทนใช้ไปก่อน และปรับวงสวิงตัวเองให้เข้ากับอุปกรณ์ นั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ นะครับ จะทำให้การพัฒนาวงสวิงแย่ไปกว่าเดิม และแก้ไขวงสวิงจะยากกว่าการแก้ไขอุปกรณ์มากเลยครับ ลองมาพิจารณาว่าสเปคไม้กอล์ฟที่วางขายตามร้านทั่วไปนั้นเป็นอย่างไร

สาเหตุที่ไม้กอล์ฟที่วางขายบนชั้นวางสินค้า (Standard Spec) ตามห้างร้านทั่วไปนั้น ทำไมจึงไม่เหมาะสม และดีที่สุดให้กับความต่างของนักกอล์ฟแต่ละคน
  1. เป็นไม้กอล์ฟที่ผลิตเเพื่อขายตามวัตถุประสงค์ทางการตลาด มีสเปคให้เลือกน้อย (One Size Fit All) และการประกอบไม้กอล์ฟไม่ใช่เฉพาะบุคคล (Mass Production) ที่มีความต่างทางสรีระร่างกาย และทักษะทางกีฬา
  2. องค์ประกอบหัวไม้กอล์ฟ (Club Head Design) มีอยู่ 1-2 แบบ ซึ่งไม่ตอบสนองความต้องการในรูปแบบวงสวิงที่ไม่เหมือนกัน เช่น องศาหน้าไม้ (Loft Angle) / หน้าไม้ปิด/สแควร์/เปิด (Face Angle) ซึ่งความแม่น / การควบคุมหน้าไม้ให้สแควร์ / ตีบอลไม่ลอย มีมุมเหินที่ต่ำ
  3. มุมระนาบหน้าไม้ (Lie Angle) ที่มีวางขายอยู่แบบเดียว แต่การสวิง กับความสูงของข้อมือถึงพื้น หรือความยาวแขน ของนักกอล์ฟไม่เท่ากันในแต่ละคน ซึ่งจ้าว Lie Angle นี้เป็นตัวกำหนดทิศทาง ซ้าย/ขวา เมื่อลูกกอล์ฟออกจากหน้าไม้ฯ (Lie Angle ซึ่งก็มีผลกระทบต่อความยาวก้าน และการยืนจรดลูกที่เปลี่ยนไปด้วย)
  4. มุมองศาหน้าไม้ (Loft Angle) ในไดร์ฟเวอร์ มีองศาที่ให้เลือกเพียง 2 แบบ คือ 9.5 หรือ 10.5 ซึ่งนักกอล์ฟที่มีความเร็วสปีดที่ช้า อาจจะต้องการมุมเหิน (Launch Angle) ที่ดีหรือมากกว่านั้น และในชุดเหล็กก็มีองศาที่บังคับตามสเปคโรงงานที่จัดมาแล้ว ซึ่งเมื่อองศาหน้าไม้ก็ไม่ตรงตามความต้องการของแต่ละคน
  5. น้ำหนักก้านฯ (Shaft Weight) ที่มีอยู่แบบเดียว โดยเฉพาะในชุดเหล็ก หรือ สองแบบ ในหัวไม้ ซึ่งมีจำกัด เพราะน้ำก้านเป็นตัวควบคุมน้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Total Weight) ซึ่งกำหนดความสม่ำเสมอ หรือความแข็งแรงร่างกายในการตีกอล์ฟให้ใกล้เคียง หรือเหมือนเดิมที่สุดใน 18 หลุม (ใน 4-5 ชั่วโมงของการออกรอบ) 
  6. ความอ่อน/แข็งก้าน (Shaft Flex) มีอยู่สองแบบ Flex R หรือ S ไม่รู้ว่าจุดดีดสูง หรือต่ำ (Bending Profile) ที่ทำให้มุมเหินลูกกอลฟเหมาะกับวงสวิงที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งความเร็วหัวไม้ (Club Head Speed) ที่แตกต่างกัน
  7. ความยาวก้านฯ (Club Length) ที่มีขนาดเดียว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้นักกอล์ฟที่ต่างความสามารถในสวิงตีลูกกอล์ฟให้ตรงกลางหน้าไม้ได้บ่อยครั้ง เพิ่มให้เกิดการควบคุมหน้าไม้ และความแม่นยำที่ดีทีสุด (High Accuracy) ประมาณ 90% ไม้กอล์ฟที่วางขายมีความยาวที่มากเกินไปสำหรับนักกอล์ฟ
  8. แนวดีดก้าน (Neutual Bending Position) หรือ หลายคนเรียก การจัดกระดูกก้าน (Spine Alignment) เพราะก้านที่ประกอบจากโรงงานแบบ Mass production นั้น ไม่มีการจัดเรียงการดีดก้านให้ได้เหมือนกันเกือบ 100% ก็ว่าได้ ทำให้การสวิง และการดีดก้านในไม้กอล์ฟมีไม่เหมือนกัน จะเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะในชุดเหล็ก เพราะก้านไม้กอล์ฟไม่สามารถผลิตให้ได้มีพื้นผิวกลมได้ 360 องศา
  9. ขนาดกริ๊ป (Grip Size) ซึ่งนักกอล์ฟทั่วไปมองข้ามสิ่งเล็กๆที่สำคัญไป ไม้กอล์ฟที่วางขายอยู่มีขนาดกริ๊ปเดียว (เหมือนบังคับใช้) ที่ผลิตออกมา แต่ขนาดมือของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน และเป็นผลให้การอิมแพคลูกกอล์ฟได้ไม่หนักแน่เท่าที่ควรเป็น และขนาดกริ๊ปก็กำหนดทิศทางของลูกกอล์ฟด้วยเช่นกัน
  10. การกระจายน้ำหนักบนไม้กอล์ฟ (Weight Distribution) หรือ หลายคนเรียกว่า สวิงเวท (Swing Weight) ก็มีแบบเดียว ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้ไม้กอล์ฟหนึ่งไม้ นั้นสวิงได้ยาก หรือง่าย ขึ้นอยู่กับความแข็งแรง บวกกับความรู้สึกในการสวิงที่แตกต่างออกไปของนักกอล์ฟหนึ่งคน
ลองพิจารณาดูนะครับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ ที่ไม้กอล์ฟที่วางขายตามชั้นบนห้าง/ร้านทั่วไปนั้นเหมาะสมกับตัวท่านเอง และคุ้มกับราคาที่ยอมจ่ายเพื่อให้ได้มา หรือว่าท่านควรจะมองหา Professional Club Fitting ที่สามารถให้คำตอบ และจัด / ปรับ / แต่งไม้กอล์ฟให้เข้า หรือเหมาะสมหรือใกล้เคียงกับวงสวิงของท่านที่สุด ซึ่งท่านไม่สามารถหาซื้อได้จากไม้กอล์ฟสำเร็จรูปที่วางขายอยู่ทั่วไปได้เลยนะครับ

27 ตุลาคม 2556

จุดดีดปลายก้าน (Bending Profile) กับวงสวิง ส่งผลต่อมุมเหิน และระยะ

การที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในแต่ละก้านนั้นมีจุดดีดตัวปลายก้านที่แตกต่างกัน ตามการออกแบบในแต่ละก้าน หรือแต่ละรุ่น เราก็ควรเลือก หรือพิจารณาก้านที่นำมาใช้ให้เหมาะกับวงสวิง หรือความสามารถในการสวิงของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน จุดดีด (Bend Profile) ในส่วนของปลายก้าน (Tip Flexible) เช่น Low / Mid / High bending หรือ บ้างเรียก Kick Point ที่มีผลต่อมุมของการดีดลูกกอล์ฟออกไป (Trajectory) ว่าจะสูง / กลาง หรือต่ำ ตามการทำงานของก้านที่ออกแบบมานั้น

การคลายมุมข้อมือต่ำกว่าระดับเอว ก่อนการอิมแพค
ไม่เพียงคุณสมบัติของการดีดที่ปลายก้าน (Tip Flexible) ที่มีผลต่อมุมของลูกกอล์ฟที่ออกไปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวงสวิงของนักกอล์ฟด้วย ที่จะให้ก้านที่ออกแบบมานั้น ให้ทำงานแบบที่มันควรจะเป็นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าหากนักกอล์ฟมีวงสวิงที่ไม่มีการคลายมุมข้อมือ (No Late Unhinge Wrist) หรือ ไม่รักษามุมข้อมือ ให้ต่ำกว่าระดับเอว ก่อนคลายข้อมือเข้าจุดอิมแพค ก็จะไม่มีการทำงานของก้านที่ส่วนปลายก้าน (Tip Flexible) เป็นไปอย่างที่ควรเป็น หรือไม่ทำงานเลย ก็เพราะก้านจะไม่มีการงอตัวไปด้านหน้า (ในรูป) เพื่อให้เกิดสปริงดีดที่ปลายก้านก่อนจุดอิมแพค

ซึ่งการรักษามุมข้อมือให้ได้นาน หรือต่ำกว่าระดับเองแล้วนั้น จะทำให้เกิดการโหลดก้าน (Force Transition) ทำให้ก้านงอตัวเพื่อเกิดการสะสมพลังก่อนการดีดก้าน เมื่อปล่อย หรือคลายข้อมือเข้าหาจุดอิมแพค ดังนั้นคุณสมบัติการดีดที่ปลายก้านก็จะเป็นไปอย่างที่ควรเป็น ซึ่งการทำงานดีดนี้จะมีผลต่อองศาหน้าไม้ / Angle of Attack และสปินเรทที่เปลี่ยนไป จึงมีผลต่อมุมเหินที่เปลี่ยนไป และผลของระยะที่ตามมาอีกด้วย

17 ตุลาคม 2556

การเลือกสวิงเวทให้เหมาะสมกับวงสวิง และอุปกรณ์ของตัวเอง

สวิงเวท (Swing Weight) ที่นักกอล์ฟทั้งมือใหม่ หรือมือดีทั่วไปรู้จักกันและพูดถึง เมื่อไรก็ตามที่มีการปรับแต่งไม้กอล์ฟ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีข้อมูลสเปคอื่นๆของไม้กอล์ฟที่สำคัญกว่า ก็จะนำเอาข้อมูลของสวิงเวทที่เขาบอกมา หรือเขาเล่าว่า หรือเขาใช้กัน ว่าควรทำ หรือ มีไม้กอล์ฟที่มีสวิงเวทเท่านี้ หรือเท่านั้นจะดี เช่น สวิงเวทให้น้ำหนักอยู่ที่หัวไม้กอล์ฟต้องมีสวิงเวทประมาณ D2-D4 จะให้ความรู้สึกที่หัวไม้กอล์ฟที่ดี และสวิงที่เบาก็ต้องอยู่ประมาณ C6-C9 แทบจะไม่มีความรู้สึกที่หัวไม้กอล์ฟในขณะที่ดาวสวิงลงมา

ซึ่งจริงๆแล้ว สวิงเวทนั้นไม่ใช่น้ำหนักที่แท้จริงของไม้กอล์ฟ (ซึ่งได้เคยพูดไปในหลายบทความก่อนๆแล้ว) สวิงเวทเป็นเรื่องของความรู้สีกในการสวิง (Not real weight but just Feel Factor) เป็นความรู้สึกในการสวิงของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน และแตกต่างกันไปตาม ความแข็งแรง / ทักษะในการสวิง ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจริงๆแล้ว ไม้กอล์ฟที่มีค่าสวิงเวทที่เท่ากัน แต่มีน้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Total Weight) ที่ไม่เท่ากันได้ และก็มีความรู้สึกในการสวิงที่แตกต่างกัน ถึงแม้มีค่าสวิงเวทที่เท่ากันก็ตาม

ตัวอย่างเช่น ไม้กอล์ฟทีจำหน่ายและวางอยู่บนชั้นทั่วไปในร้าน ก็จะมีค่าสวิงเวทที่เหมือนกัน หรือเป็นค่าเดียวกันที่ประกอบเป็นสเปคเดียวกันมาจากโรงงานเลย เพื่อเป็นค่ากลาง (One Size Fit All) ซึ่งอาจจะมีค่าสวิงเวทเหมาะกับนักกอล์ฟบางคนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เหมาะกับนักกอล์ฟทุกคนที่จะเหมาะกับสวิงเวทนั้น

หากท่านมีโอกาส หรือคิดจะปรับแต่งไม้กอล์ฟขึ้นมา เพราะไม้กอล์ฟเดิมที่ซื้อมาราคาแพงๆ ซึ่งคิดว่าน่าจะดี เพราะราคาแพงแล้วก็น่าจะทำมาอย่างดี แต่ปรากฏว่ายังตีไม่ได้อย่างใจ มีน้ำหนักมากไป ก้านแข็งไป และก็ไม่รู้ว่าอีกด้วยว่า ไม้ฯมันหนักด้วยน้ำหนักอะไร เพราะไม่มีข้อมูลบอกในตอนซื้อเลยว่า มีสวิงเวทเท่าไร และ น้ำหนักรวม (Total weight) เท่าไร แถมก้านยังรู้สึกว่าแข็งทื้อ ไม่รู้สึกดีดเลย ทั้งๆที่เป็นก้าน R (Regular flex) บวกกับแต่ละไม้มีความรู้สึกในการสวิงที่ไม่เหมือนกัน บางเหล็กตีได้ บางเหล็กไม่ ทำให้ลังเลว่าควรจะตัดสินใจขายทิ้ง เพื่อซื้อชุดใหม่ ที่เป็น Standard Spec มาใช้อีก หรือนำมาปรับ/แต่ง ให้ได้น้ำหนัก หรือ สวิงเวทที่เหมาะกับตัวเอง ว่ามันเป็นเพราะอะไร แบบมีหลักเกณฑ์ (Club Fitting) ดีไหม??

สวิงเร็ว/แข็งเรง ควรมีสวิงเวทที่สูง/หนักจะเหมาะกว่า
ค่าสวิงเวทที่หนัก หรือเบานั้น อย่างไรที่จะเหมาะกับนักกอล์ฟในแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการสวิง และ น้ำหนักจริงของ หัวไม้กอล์ฟ / ก้าน และ กริ๊ป ที่มีอยู่นั้นนำมาประกอบรวมกัน เพื่อทำให้การกระจายน้ำหนักเหล่านั้นที่มีอยู่ให้เหมาะสมตามต้องการ ว่าจะให้มีสวิงเวท มีน้ำหนักไปที่หัวไม้มากน้อยเพียงไร ซึ่งไม้กอล์ฟที่ผลิตมาให้รุ่นๆหนึ่งก็จะสวิงเวทออกมาเหมือนกันหมด เพราะเป็นปัจจัยในการผลิตที่ไม่สามารถทำสวิงเวทให้หลายหลากได้

การมีสวิงเวทของไม้กอล์ฟที่แตกต่าง ก็เพราะนักกอล์ฟก็มีวงสวิงที่แต่ต่างกัน เช่นนักกอล์ฟที่ไม่ได้ใช้การสวิง ด้วยการหมุนไหล่ คือใช้แขนเร่งตีลงมาเป็นส่วนใหญ่ ในขณะ Down Swing กับนักกอล์ฟที่ใช้การหมุนไหล่ บวกกับการรักษามุมข้อมือ และคลายออกเพื่อเร่งความเร็วก่อนการอิมแพค  (Late Release) ย่อมควรใช้สวิงเวทที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะให้ก้านไม้กอล์ฟทำงาน หรือ Load Force ไปที่ก้านที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการเร่งความเร็วจากข้างบนลงมา เมื่อเริ่ม Down Swing ในตำแหน่ง Top Swing เพราะฉนั้น นักกอล์ฟที่แข็งแรงที่มีจังหวะการสวิงตั้งแต่จุด Top Swing ควรจะมีสวิงเวทหนักที่มีความรู้สึกที่หัวไม้มากกว่า นักกอล์ฟที่ไม่ค่อยแข็งแรงที่มีจังหวะการสวิงช้า (Medium- Low Tempo) ควรมีสวิงเวทที่หัวไม้เบากว่า จะได้มีจังหวะการสวิงที่ราบเรียบกว่า เพิ่มการควบคุมหน้าไม้ในการอิมแพคได้สแควร์ได้ดีกว่า

นอกจากนัั้นความแตกต่างของน้ำหนักหัวไม้กอล์ฟ / ก้านไม้กอล์ฟ และน้ำหนักกริ๊ป ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกใช้ และ เลือกปรับสวิงเวทให้เหมาะสมกัน เช่น หากนำประกอบเป็นไม้กอล์ฟแล้วนั้นได้สวิงเวทที่เบา สมมุติว่าได้ที่ C 7 (ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลย) อยากจะทำให้ไม้กอล์ฟนั้นมีสวิงเวทที่น้ำหนักมากขึ้น อยู่ที่ D 3  หรือสูงขึ้นมากกว่านั้น โดยเพิ่มน้ำหนักถ่วง (Tip Weight) ไปที่หัวไม้กอล์ฟที่เกินความจำเป็น เพื่อให้ได้สวิงเวท D 3 ตามต้องการ แต่ยังไม่ได้เคยทดลองสวิงดูเลยว่า สวิงเวทที่ C 7 / C 8 / C 9 ได้ Feeling ที่ต้องการหรือยัง เพียงแค่อยากเห็นสวิงเวทที่ชั่งออกมาบนตาชั่งให้ได้ D 3 เท่านั้นก็พอ ซึ่งจะส่งผลให้ก้านไม้กอล์ฟนั้นทำงานผิดไปจากสิ่งที่ควรเป็น ซึ่งในตลาดไม้กอล์ฟ Driver แบนด์ดังส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิต Driver ออกมาสวิงเวทที่เหมือนกันหมดในรุ่นเดียวกัน ประมาณ D 3- D 5 แล้วท่านลองคิดสิว่าสวิงเวทนั้น (One size fit all) จะเหมาะกับตัวท่าน หรือเปล่า ซึ่งเป็นไปได้ว่าถ้าสวิงเวทเบากว่านั้นท่านอาจจะมีวงสวิงที่ราบรื่นได้นะครับ และเพิ่มการควบคุมได้ดีกว่าอีกด้วย

หมายเหตุ : การเลือกซื้อหรือปรับเปลี่ยนไม้กอล์ฟโดยที่ยังไม่ได้วัดค่าความเร็วหัวไม้ / วิเคราะห์ภาพเคลื่อนไหวของจังหวะการสวิง / วัดความอ่อนแข็งก้าน (CPM) ที่เหมาะกับความแข็งแรง และทักษะวงสวิง / ขนาดกริ๊ป กับ ขนาดมือ / หรือข้อมูลส่วนตัวในการฝึกซ้อมเกมส์กอล์ฟ แล้วตัดสินใจซื้อไม้กอล์ฟนั้นมา ก็อาจถือได้ว่า ท่านกำลังเสี่ยงโชคซื้อไม้กอล์ฟเลยอ่ะครับ

✅ติดตามเรื่องฟิตติ้งไม้กอล์ฟน่ารู้✅

https://youtube.com/c/TOMTOMIYACLUBFITTING

7 กันยายน 2556

ความเร็วหัวไม้ หรือ สวิงสปีด (Club Head Speed) ที่เท่ากัน..แต่ได้ระยะไดร์ฟที่ไม่เท่ากัน

มีคำพูดว่า "ไม้กอล์ฟ หรือ ก้านที่เบาช่วยให้เพิ่มความเร็วสปีด และความเร็วสปีดจะเพิ่มระยะ" เป็นคำพูดที่ไม่ผิด และเคยได้ยินอยู่เสมอ แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดระยะ ควบคู่ไปกับความเร็วสปีด อย่างแยกกันไม่ออกเลยทีเดียว นั้นก็คือ บอลสปีด (Ball Speed) ก็หมายถึง ความเร็วของลูกกอล์ฟที่ออกจากหน้าไม้ฯ หลังจากความเร็วหัวไม้วิ่งเข้าปะทะลูกกอล์ฟที่หน้าไม้ไปแล้ว ซึ่งเป็นตัวกำหนดระยะที่ควรจะได้ที่ใกล้เคียงที่สุด


นักกอล์ฟที่มีความเร็วสปีด หรือ สวิงสปีด ที่เท่ากัน แต่มี Ball Speed ที่ต่างกัน คนที่มีบอลสปีดที่สูงกว่า จะสามารถได้ระยะที่ไกลกว่าอย่างแน่นอน แต่ก็ควรมีค่า "Smash Factor" ที่ดีด้วย เจ้าตัวนี้มันก็คือ ค่าของบอลสปีด หารด้วย ความเร็วหัวไม้  ซึ่งเป็นตัวบงบอกว่าการถ่ายทอดพลังงานจากไม้กอล์ฟ ไปยังลูกกอล์ฟได้ดี และเต็มประสิทธิภาพเพียงใด (Energy Transition) ซึ่งการถ่ายทอดพลังงานที่ดีที่สุดไปยังลูกกอล์ฟ ต้องมีบอลอิมแพ็ค (Ball Impact) ที่ดีด้วยเช่นกัน ดังนั้นการอิมแพ็คของไม้กอล์ฟ กับ ลูกกอล์ฟที่ดีที่สุดนั้นก็คือ ควรอิมแพ็คให้ตรงกลางหน้าไม้ (Center Impact) ทั้งนี้ยังไม่รวมถึง มุมที่อิมแพ็ค (Angle of Attack) ที่ควรนำมาพิจารณาประกอบอีกด้วย

ซึ่งนักกอล์ฟสมัครเล่นทั่วไปพยายามเร่งความเร็วสปีดให้ได้มากๆ โดยใช้ไม้กอล์ฟที่เบา และมีก้านที่ยาวเพื่อจะเพิ่มความเร็วสปีดให้สูงขึ้น และตีให้แรง แต่ควบคุมการสวิงไม่ได้ เพราะคิดว่าจะทำให้ได้ระยะที่ไกลขึ้น ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงการอิมแพ็คที่ดี ให้ได้ตรงกลางหน้าไม้ เลยทำให้บอลสปีดออกมาต่ำ  และบางครั้งนักกอล์ฟที่มีความเร็วสปีดช้ากว่า แต่มี Smash Factor หรือมีบอลสปีดที่สูงกว่า ก็ทำให้ได้ระยะที่ไกลกว่า นอกจากนั้นควรพิจารณาเรื่องมุมปะทะ (Angle of Attack) ว่าเป็นมุมกด / ขนาน หรือมุมเสย ซึ่งเป็นตัวกำหนดอัตราสปิน และระยะที่ควรจะได้ด้วย

ดังนั้นปัจจุบันในการปรับแต่งไม้กอล์ฟอย่างไรให้นักกอล์ฟได้เกิดการอิมแพ็คที่ดี และมีการถ่ายทอดพลังงานที่ดี และเหมาะสม ย่อมมาก่อนการคำนึงถีงการปรับแต่งไม้กอล์ฟให้ได้สวิงสปีดที่ดี หรือสูงขึ้น เพราะจะไม่ช่วยให้นักกอล์ฟตีลูกกอล์ฟได้หนักแน่น และแม่นยำ เพื่อให้โดนกลางหน้าไม้ได้บ่อยครั้งที่สุด ควรปรึกษา Professional Club Fitting และตรวจเช็คความเร็วสปีด และ บอลสปีด รวมถึงมุมปะทะ (Angle of Attack) ว่าของคุณเป็นอย่างไร และควรมีสเปคไม้กอล์ฟอย่างไร

25 สิงหาคม 2556

Swing weight vs MOI matching

การมีไม้กอล์ฟที่มีความรู้สึกในการสวิงที่เหมือนกันในทุกๆไม้ฯนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ซึ่งจะทำให้มีจังหวะในการสวิงเดียวกันในทุกๆไม้ฯ หรือ One swing tempo  และการที่จะทำให้ไม้กอล์ฟเป็นอย่างนั้นได้นั้น จะต้องปรับ/แต่งค่า MOI matching ของไม้กอล์ฟให้เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันมากที่สุด เพราะค่า MOI matching ของไม้กอล์ฟนั้นเป็นความรู้สึกของการสวิงไม้กอล์ฟทั้งไม้อย่างแท้จริง


ตัวอย่างเช่น ในชุดเหล็กที่มี สวิงเวทที่เท่ากันในทุกๆไม้ จะทำให้มีความรู้สึกในการสวิงแตกต่างกัน ซึ่งจะพบได้สเปกนี้ในไม้กอล์ฟแบนด์ดัง หรือไม้กอล์ฟที่วางขายบนห้างทั่วไป (Standard Spec) ทำให้เป็นการยากที่จะให้การสวิงเป็น One swing tempo ได้ จึงทำให้นักกอล์ฟพยายามปรับจังหวะในการสวิงที่ต่างกันให้เข้ากับไม้กอล์ฟ โดยเฉพาะในเหล็กยาว

ค่า MOI matching นั้นเป็นค่าของไม้กอล์ฟทั้งไม้ที่วัดค่า Balance ของไม้กอล์ฟไปยังโคนกริ๊ป ซึ่งต่างจากการวัดสวิงเวทที่วัด Balance ไม้กอล์ฟไปหาคานรับห่างจากโคนก้าน 14 นิ้ว ย่อมไม่สามารถให้ความรู้สึกในการสวิงของไม้กอล์ฟทั้งไม้ได้

ค่าสวิงเวท (Swing Weight) ที่เหมือนกัน ในไม้กอล์ฟที่มีความยาวต่างกัน และน้ำหนักรวมที่ต่างกัน ย่อมให้ความรู้สึกในการสวิงที่ต่างกันด้วยเช่นกัน ก็เพราะ สวิงเวทค่าของความรู้สึก (Feeling Factor) ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน และในไม้กอล์ฟแต่ละไม้กอล์ฟที่มีน้ำหนักต่างกัน แต่มีสวิงเวทที่เท่ากัน ก็จะให้ความรู้สึกที่ต่างกัน ดังนั้นสวิงเวทไม่ได้เป็นค่าของน้ำหนักที่แท้จริงของการสวิง

2 สิงหาคม 2556

ไดร์ฟให้ได้ระยะไกลขึ้น ควรมี High Launch และ Low Spin

ความเข้าใจของนักกอล์ฟส่วนใหญ่ที่อยากไดร์ฟให้ได้ระยะไกลขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะใช้องศาหน้าไม้ (Loft Angle) ของไดเวอร์ให้มีองศาที่น้อย/ต่ำ (ต่ำกว่า 10.5 องศา) เพราะคิดว่าจะได้วิถึของลูกกอล์ฟที่ไดร์ฟออกไปได้มุมเหินที่ต่ำ เพราะคิดว่าจะทำให้ลูกวิ่งได้ดีกว่า และได้ระยะกว่าองศาหน้าไม้ที่มาก/สูง โดยเฉพาะนักกอล์ฟที่มีความเร็วหัวไม้ (Club Head Speed) ที่ไม่เกิน < 95 MPH ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะมุมเหิน (Trajectory) ที่ได้ระยะที่ดีควรต้องสูงพอดี และลอยอยู่ในอากาศ (Optimum Launch Angle) ก่อนลูกกอล์ฟจะค่อยๆลดระดับลง และตกลงสู่พื้น (Carry Distance)

ความเร็วหัวไม้ (Club Head Speed) ก่อให้เกิดอัตราสปิน (Spin Rate) และอัตราสปินก่อให้เกิดการยกตัวของลูกกอล์ฟให้ลอยสูงขึ้น (Launch Angle) ซึ่งความเร็วหัวไม้สูง/เร็ว ก็เกิดอัตราสปินที่มาก แต่การสปินที่มากเกินไป ก็ไม่เกิดประโยชน์เพื่อให้ได้ระยะ ลูกกอล์ฟก็จะลอยสูงเกินไป และตกหยุด ก็จำเป็นจะต้องลดอัตราสปินลง(Reduce Spin) เพื่อให้ได้มุมเหินที่เหมาะสม (Optimum Launch Angle) ซึ่งในทางตรงกันข้ามนักอล์ฟที่มีความเร็วหัวไม้ที่ต่ำ/ช้า ก็ต้องสร้างอัตราสปิน (Create Spin) ให้มากขึ้น เพื่อลูกกอล์ฟยกตัวให้สูงได้มุมที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ระยะที่มากขึ้น (ไม่ใช่ต้องการให้บอลลอยต่ำ โดยใช้องศาหน้าไม้ที่ต่ำ แต่มีความเร็วหัวไม้น้อย/ต่ำ มีสปินน้อย ก็ไม่เกิดระยะที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน)

ระดับมุมเหิน (Trajectory) ที่ดีที่สุดคือ มุม B

การที่จะไดร์ฟให้ได้ระยะนั้นต้องมีปัจจัยสำคัญ คือ ให้มุมเหินสูง (High Launch Angle) และ สปินต่ำ (Low Spin) แต่นักกอล์ฟทั่วไปคิดว่า ควรมีมุมเหินต่ำ (Low Launch Angle) มีองศาหน้าไม้ต่ำ และ มีสปินต่ำ (Low Spin) เพื่อต้องการให้ลูกตกและวิ่งต่อ ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก



มุมปะทะที่เกิดสปินมาก
การสร้างให้บอลมีมุมที่สูง หรือต่ำนั้น สิ่งที่ควรพิจารณา คือ มุมองศาหน้าไม้ (Loft Angle) / มุมปะทะหน้าไม้ (Angle of Attack) เพราะฉนั้นควรเช็ควงสวิงของท่านนั้นเป็นแบบไหน เพื่อวิเคราะห์ให้ได้องศาหน้าไม้ และความอ่อน/แข็งของก้านไม้กอล์ฟที่เหมาะกับท่านที่สุด จากที่ได้พบเห็นทั่วไปนักกอล์ฟที่ใช้องศาหน้าไม้ต่ำ (8.5-9.5) ก็ยังมีมุมเหินที่สูง / ตกหยุดก็พบเห็นได้ ก็อาจเป็นเพราะมีมุมปะทะที่กดลง (Descending) หรือมีก้านอ่อน หรือเบากว่าความเร็วหัวไม้ที่ทำได้ ควรเลือกองศาหน้าไม้ให้สูงขึ้น / ก้านแข็ง หรือ หนักขึ้น / ปรับตำแหน่งการจรดแอสเดรส หรือความสูงของที (Tee Height)

นอกจากนั้นจุดดีดก้าน (Shaft Bend Profile) และน้ำหนักก้านไม้กอล์ฟ (Shaft Weight) ก็มีส่วนสำคัญ และเกี่ยวข้องกับองศาหน้าไม้ และมุมปะทะหน้าไม้ด้วยเช่นเดียวกัน ที่จะทำให้เกิดมุมเหินที่ดีที่สุด (Optimum Launch Angle) เพื่อให้ได้ระยะอย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่ควรจะได้และต้องการที่สุด ของนักกอล์ฟในแต่ละคนที่แตกต่างกัน เช่นก้านที่มีจุดดีดต่ำ (Low Bend Profile) และก้านน้ำหนักเบา/อ่อน ทำให้เกิดมุมเหิน และสปินสูง และในทางตรงข้ามก้านที่มีจุดดีดสูง (High Bend Profile) และน้ำหนักมาก/แข็ง ก็จะได้มุมเหิน และสปินที่ต่ำ

เพราะฉนั้นนักกอล์ฟที่ต้องการ หรือกำลังมองหาว่าไม้กอล์ฟแบบไหน ที่ตอบโจทย์ที่ท่านต้องการได้ จึงความนำไม้กอล์ฟ และวงสวิงของท่านมาตรวจสอบกับ Professional Club Maker ที่สามารถอธิบาย และจัดไม้กอล์ฟที่เติมประสิทธิภาพให้ท่านได้มากที่สุด เพราะไม้กอล์ฟที่เป็น Standard Spec จากบนชั้นวางขายไม้กอล์ฟคงตอบสนองกับวงสวิงที่มีความแตกต่างได้กับนักกอล์ฟในทุกๆคนครับ

4 กรกฎาคม 2556

เลือกเปลี่ยนก้านไม้กอล์ฟทั้งที ควรมองหา และพิจารณาอะไรบ้าง

ก้านไม้กอล์ฟในตลาดมีมากมาย อันที่เหมาะ/ดีล่ะ??
ในปัจจุบันการโมดิฟายไม้กอล์ฟ หรือการทำฟิตติ้งไม้กอล์ฟ (Club Fitting) ที่นักกอล์ฟทั่วไปนิยมกันมากที่สุด ก็เห็นมีเพียงนำไม้กอล์ฟไปเปลี่ยนก้านใหม่เท่านั้น และ เมื่อนักกอล์ฟส่วนใหญ่เดินเข้าไปในร้านขายก้านฯ จะถามหายี่ห้อก้านฯก่อนปัจจัยอื่นๆ ซึ่งพบได้น้อยมาก ที่จะถามหา น้ำหนักก้าน / จุดดีดก้าน (Bend Profile) / การประกอบไม้กอล์ฟ (Club Fitting) ฯลฯ ที่เหมาะสมกับตนเอง และที่ตนเองต้องการ โดยเฉพาะก้านฯที่มีการโฆษณาติดหู ติดตาตามสื่อต่างๆ เพราะคิดว่าถ้าเปลี่ยนมาแล้ว อาจตีไม่ได้ ก็จะสามารถนำไปขายต่อได้นั่นเอง ก็คิดอย่างนี้สิครับ ส่วนใหญ่เปลี่ยนไปแล้วถึงไม่ตรงวัตถุประสงค์ เลยทำให้ตลาดก้านไม้กอล์ฟเป็นที่นิยม และบริษัทฯผลิตก้านก็ต้องยอมจ่าย Sponsor ให้กับนักกอล์ฟมือดี และลงโฆษณาให้คุ้นหู คุ้นตากันมากที่สุด จริงๆแล้วโครงสร้างก้านไม้กอล์ฟไม่ได้มีกลไกอะไรซับซ้อนเลย แต่ราคาก้านฯแตะหลักหมื่นบาทได้ยังไงก็ไม่ทราบนะครับ

ก็เป็นที่น่าเสียดายที่นักกอล์ฟลืม หรือไม่ตั้งใจ หรือไม่รู้ ว่าการเปลี่ยนก้านฯนั้นมันให้ผลงานกับเกมส์กอล์ฟที่ท่านต้องการได้หรือไม่อย่างไร ต้องถามท่านว่าท่านต้องการอะไรในการโมดิฟายไม้กอล์ฟในครั้งนี้ ซึ่งตามหลักวิชาการในการทำคลับฟิตติ้งไม้กอล์ฟ (Custom Club Fitting) มีอยู่ 5 ประการเท่านััน  คือ ระยะ (Distance) / ความแม่นยำ (Accuracy) / ความสม่ำเสมอ (Consistency) / มุมวิถีเหิน (Trajectory) หรือ ความรู้สึก (Feel) ลองเลือกดูว่าท่านต้องการไม้กอล์ฟของท่านให้ได้สเปคอย่างไหนบ้างล่ะ หากอยากได้ทั้ง 5 อย่างพร้อมกันนั้น คงเป็นไปได้น้อยที่จะได้แบบเต็มๆพร้อมกัน เพราะได้อย่างหนึ่ง อาจจะต้องยอมเสียอีกอย่างบ้างนะครับ เช่นอยากได้ระยะ แต่ต้องยอมเสียความแม่นยำไปบ้าง

การเปลี่ยนก้านฯมาหนึ่งก้าน (หัวไม้) หรือหนึ่งชุด (ชุดเหล็ก) เมื่อเสียเงินทั้งที่ ก็ควรจะได้การทำฟิตติ้งไม้กอล์ฟไปด้วยจะดีกว่าไหมครับ ไม่ใช่เพียงแค่ให้รู้ว่าได้เปลี่ยนก้านใหม่แล้วเท่านั้น สมควรจะได้สิ่งที่เหมาะกับตนเองด้วย ไม่ใช่เปลี่ยนแล้ว ก็ได้สเปคที่เป็น Standard มาใช้อีก (หรือที่เค้าทำกันมันก็แบบนี้) เช่น ความยาวก้าน (Club Length) ขนาดกริ๊ป (Grip Size) แนวดีดก้านที่ดีที่สุด (Neutral Bending Position หรืออาจเรียก Spine Alignment) และ จุดดีด (Bending Profile, Low/Mid/High) หรือเทียบค่า CPM บนก้านในแต่ละส่วน และค่าความอ่อน-แข็ง (Shaft Flex) เพราะค่า Flex ในแต่ละแบนด์ไม่มีค่ามาตรฐานที่สามารถนำมาเทียบวัดได้เลย นอกจากค่า CPM เท่านั้นบอกเป็นตัวเลข นอกจากนั้นการประกอบก้านไม้กอล์ฟก็มีส่วนสำคัญ และสำคัญที่สุด ว่าให้ก้านฯนั้นทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพของมัน และเป็นสเปคที่เหมาะ หรือใกล้เคียงกับนักกอล์ฟคนนั้นจริงๆ

เข้าร้านเปลี่ยนก้านไม้กอล์ฟคราวหน้า ควรได้ความรู้ว่าบ้างนะครับว่าทำไมต้องเปลี่ยนก้านแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นแบนด์ดัง หรือ เห็นเขาเล่า/บอกว่าตีไกล ท่านเสียเงินแล้วไม่ใช่แค่ได้ก้านที่ช่างทำไม้ฯนำก้านฯมาแค่เพียงเสียบประกอบเท่านั้น โดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ และทดสอบวงสวิง หรือจังหวะสวิงเลย แล้วสามารถจัดก้านฯให้ท่านได้ถูกต้อง ซึ่งควรมีข้อสรุปเป็นหลักการให้คุ้มค่า คุ้มราคาบ้างนะครับ

19 มิถุนายน 2556

ให้ความสำคัญกับ ขนาดกริ๊ป (Final Grip Size) มากพอๆกับการจับกริ๊ปก่อนการสวิงในแต่ละครั้ง

ขนาดมือที่ไม่เท่ากันในแต่ละคน
ให้ขนาดกริ๊ป (Grip Size) มีความสำคัญไม่แพ้ การจับกริ๊ปก่อนการสวิงในแต่ละครั้ง เมื่อท่านมีโอกาสเปลี่ยนกริ๊ปใหม่ในแต่ละครั้งควรทำขนาดกริ๊ป (Grip Size) ให้พอดีกับขนาดมือของท่านเอง เพราะทำให้การ Impact ที่ดีและหนักแน่นมีผลต่อระยะ / วิถีบอล และทิศทางลูกกอล์ฟที่ออกจากหน้าไม้ไป

ไม้กอล์ฟที่ท่านซื้อสเปคเดิมๆมาจากชั้นบนห้าง/ร้านที่วางขายไม้กอล์ฟ เสมือนกับว่าโดนบังคับ หรือเสี่ยงดวงให้ใช้ขนาดกริ๊ปที่ทำมาจากโรงงานนั่นเอง และท่านจะมั่นใจได้ไหมว่าขนาดกริ๊ปนั้นพอดีกับขนาดมือของท่าน ซึ่งท่านไม่ควรวัดจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ควรมีมาตรฐานการวัดบอกเป็นตัวเลขออกมาเลยว่า ฝ่ามือท่านมีขนาดเท่าไร มิฉนั้นแล้ว ท่านต้องทนใช้กริ๊ปที่มีขนาดไม่พอดีกับขนาดมือ และไม่ทราบว่าผลงานของเกมส์กอล์ฟท่านไม่ดีเพราะอะไร ส่วนใหญ่จะโทษไม้ฯ หรือก้าน หรือวงสวิงกัน ลืมมองเรื่องขนาดกริ๊ปไป

ผลงานของขนาดกริ๊ปที่ไม่ทำฟิตติ้งที่ต่างกัน

เมื่อต้องการเปลี่ยนกริ๊ปใหม่ทุกครั้งควรมองหาร้าน Professional Club Fitting เท่านั้นที่สามารถทำ/วัดและบอกขนาดฝ่ามือของท่านเป็นตัวเลขได้ (อย่าใช้ความรู้สึกวัดอย่างเดียว) และสามารถทำขนากริ๊ป (Grip Size Fitting) ออกมาได้ถูกต้องกับความรู้สึกจริงๆ เสียเงินเปลี่ยนกริ๊ปใหม่ทั้งที ให้ได้ประโยชน์ครบถ้วนดีกว่าไหมครับ

18 มีนาคม 2556

การเลือกก้าน Driver ที่มีความอ่อน/แข็ง (Flex) เหมาะสมกับนักกอล์ฟ

🔻มีนักกอล์ฟหลายท่าน อาจจะมากกว่า 70-80% ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องความอ่อน / แข็งของก้านไม้กอล์ฟ (Shaft Flex) และเข้าใจกันว่า ก้านไม้กอล์ฟจำแนกความอ่อนแข็งออกเป็นเพียงตัวอักษรบอกไว้บนก้านฯเท่านั้น ตัวอย่างเช่น Flex R (Regular) / S (Stiff) / X (Extra Stiff) นอกจากนี้ ก้านฯบางยี่ห้อยังจำแนกเป็น R1 / R2 / SR / L (Lady) หรือ Firm ซึ่งนักกอล์ฟก็จะจดจำว่าตัวเองเคยใช้ก้าน R  แล้วตีได้ดี ได้ความรู้สึกอ่อน/แข็งระดับหนึ่ง และชอบ เมื่อไรต้องการเปลี่ยนไม้กอล์ฟ หรือก้านไม้กอล์ฟ ก็จะเลือกก้านที่บอกตัวอักษรแค่เป็น  R (Regular) เท่านั้น ก็น่าจะเพียงพอแล้วกับความต้องการแล้วใช่ไหม??

ก้านไม้กอล์ฟไม่มี Flex ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
🔻คราวนี้ท่านนักกอล์ฟควรจะเลือกความอ่อน/แข็ง (Flex) ของก้านไม้กอล์ฟที่มีความอ่อน/แข็งตามที่เคยคิดไว้อย่างนั้นหรือเปล่า ที่ท่านจะได้ก้านที่เหมาะสม และชอบเหมือนอย่างเคยกับท่านจริงๆ ในเมื่อก้านไม้กอล์ฟในท้องตลาดก็มีเป็นหลายสิบยี่ห้อ / หลายรุ่น และ รุ่นละหลาย Spec อีกอ่ะครับ แล้วก้าน Flex R (Regular) จะมีความอ่อนกว่าก้านไม้กอล์ฟที่มี Flex S (Stiff) และก้านฯ X (Extra Stiff) ก็จะแข็งกว่าก้านฯที่ มี Flex S  เป็นอย่างนั้นในทุกๆก้านไม้กอล์ฟ ของทุกๆยี่ห้อหรือเปล่าล่ะ เช่น ก้าน R ของรุ่นหนึ่ง จะอ่อน/แข็ง เท่ากันกับอีกรุ่นหนึ่งไหม?????

🔻ก้านไม้กอล์ฟที่จำหน่ายในท้องตลาดนั้น Flex จะไม่มีความเป็นมาตรฐานในการจำแนกเรื่องของความอ่อน/แข็ง (Flex) ที่บอกเอาไว้บนตัวอักษรไว้บนก้านฯเลย (R/S/SR/X...) ถึงแม้ว่าก้านฯนั้นจะผลิตมาจากบริษัทเดียวกันก็ตาม แต่ผลิตมาคนละรุ่น / เวลา และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับก้านฯ กับต่างบริษัท ที่มี Flex เดียวกัน ยิ่งมีความอ่อน/แข็งที่ไม่เหมือนกันเลย เพราะแต่ละบริษัทที่ผลิตก้านก็มีเทคนิค และจุดเด่นในการผลิตที่แตกต่างกัน รวมถึงแผนการตลาดที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย
Frequency Analyzer

การวัดความอ่อน/แข็งของก้านไม้กอล์ฟนั้น ที่ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานในวงการ Professional Club Fitting จะมีเครื่องวัดที่เรียกันว่า "Frequency Analyzer Machine" หรือเครื่องวัดความถี่ หรือวัดการดีดของก้านฯ ว่ามีจำนวนการดีดขึ้น-ลง ต่อ นาที ว่ามีจำนวนเท่าไร มีการเรียกเป็นหน่วยว่า CPM (Circle Per Minute) ค่านี้จะผันแปรตามความยาวก้าน (Shaft Length)  เช่นก้านที่สั้นลงจะมีความถี่ หรือการดีด ต่อรอบนาทีที่มากขึ้น หากเปรียบเทียบก้านฯ 2 ก้านว่ามี Flex ที่เหมือน หรือต่างกันอย่างไร ควรจะต้องมีความยาวที่เหมือนกัน และมีน้ำหนักถ่วงปลายก้านฯ หรือน้ำหนักหัวไม้ (Club  Head Weight) เหมือนกัน ท่านก็จะทราบว่าก้านฯนั้นจะมีความอ่อน/แข็ง (Flex) ที่เหมือน หรือต่างกันอย่างไร

🔻คราวนี้สมมุติว่าท่านชอบก้านฯ โมดิฟายยี่ห้อดังสักตัวหนึ่ง ซึ่งเพื่อนของท่านใช้แล้วว่าดี และท่านก็พอใจกับก้านฯนั้นเมื่อได้ลองตี (สมมติว่าเป็น Flex R) และท่านก็อยากจะได้ก้านฯแบบนั้นบ้าง เพื่อที่จะให้ได้ความรู้สึก / การทำงานของก้านฯ แบบที่เคยลองมา แต่พบว่า เมื่อได้เปลี่ยนก้านฯนั้นมาแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้เลย มันเป็นเพราะอะไร ในเมื่อเป็นก้านฯแบบเดียวกัน และก็ Flex เดียวกัน (ที่บอกบนก้าน) พอสรุปที่ไม่เหมือนกัน และควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ประกอบดังนี้

  1. น้ำหนักหัวไม้ (Club Head Weight) : น้ำหนักหัวไม้ที่ หนัก / เบา ไม่เหมือนกัน
  2. ขนาดของหัวไม้ หรือ การออกแบบจุดศูนย์ถ่วง (Club Head Volume or Center Of Gravity) : ขนาดปริมาตร / CC ไม่เหมือนกัน, การกระจาย Deeper COG, ใกล้/ไกล หน้าไม้ หรือ ความสูง/ต่ำหน้าไม้ (Vertical COG) หรือ Deep / Shallow Face
  3. ความยาวก้าน (Shaft Length) : ความยาวกำหนดความแม่นยำ และ สวิงเวทที่ต่างกัน
  4. น้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Total Weight) : เป็นผลมาจาก น้ำหนักหัวไม้ และน้ำกริ๊ป รวมกับน้ำหนักก้านฯ และจุดดีดก้าน (Kick Point) ที่ต่างไป
  5. การประกอบไม้ (Club Assembly) เช่น ตัดทำความยาวก้าน / Swing weight / Tip Trimming / ขนาดกริ๊ป / Spine Alignment 
🔻เพราะฉนั้นสรุปได้ว่าก้านฯที่มี Flex ที่บอกบนก้านไม้กอล์ฟนั้น อาจเชื่อถือไม่ได้เลย เมื่อนำก้านนั้นมาประกอบเป็นไม้กอล์ฟแล้ว (Completed Club) ความอ่อนแข็งของก้านก็จะเปลี่ยนไป (ยังไม่รวมเรื่อง Spec การผลิตของแต่ละบริษัทที่แตกต่างกัน) ควรนำมาวัดหาค่า CPM จะแน่นอนกว่าครับ ท่านจะได้ก้านไม้กอล์ฟที่เป็นส่วนสำคัญ และเป็นตัวแปรหลักที่เหมาะกับท่านจริงๆ จะดีกว่าทดลองหาไม้กอล์ฟที่มีก้านทีเป็น Standard Spec ลองไปเรื่อยๆ กว่าจะลงตัวคงเสียเวลา และอาจเสียเงินเปล่าด้วยครับ

🔻หากท่านต้องการทราบว่าท่านควรมีก้านไม้กอล์ฟที่มีความอ่อน/แข็ง (Flex) หรือมีค่า CPM เท่าไรที่จะเหมาะสมกับ จังหวะ และวงสวิงของท่าน ควรปรึกษาร้าน Professional Club Fitting จะมีคำตอบที่ดีที่สุด

(ก้านฯกราไฟท์ที่ใช้มาระยะเวลาหนึ่งอาจเปลี่ยนความอ่อน/แข็ง (Flex) ได้ ขึ้นอยู่่กับความถี่/บ่อยในการใช้งาน)

✅ติดตามเรื่องฟิตติ้งไม้กอล์ฟน่ารู้✅

https://youtube.com/c/TOMTOMIYACLUBFITTING

7 กุมภาพันธ์ 2556

การจัดก้านดีดใหม่ หรือจัดกระดูกก้าน หรือ จัด Spine ก้านไม้กอล์ฟ

มีการเรียกขานในการปรับแต่งไม้กอล์ฟใหม่ หรือเมื่อไรที่มีการเปลี่ยนก้านฯใหม่ ว่าให้จัด Spine ก้าน หรือ จัดกระดูกก้านใหม่ทุกครั้ง ซึ่งมีนักกอล์ฟ หรือ ช่างประกอบไม้กอล์ฟส่วนใหญ่ คิดว่าต้องหากระดูกก้าน หรือ Spine ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดบนก้าน เพราะตามที่ทราบกันมา ว่าก้านไม้กอล์ฟนั้นจะต้องมีจุดที่เป็นกระดูกก้าน และนำจุด หรือตำแหน่งนั้นมาอยู่ตำแหน่งที่ 12  หรือ 6 นาฬิกา หรืออยู่ตรงกับตำแหน่งบนของก้านเมื่อยืนจรด Address เพราะจะได้ไม่ไปอยู่ด้านเดียวกับหน้าไม้กอล์ฟ หรือขวางแนวสวิง ซึ่งจะทำให้ก้านไม้กอล์ฟนั้นมีประสิทธิภาพในการดีดมากที่สุด

ชั้นแต่ละชั้นของก้านที่ไม่เสมอกัน
ใน Professional Club Maker จะไม่ค่อยพูด หรือเรียก การจัด Spine หรือการจัดกระดูกก้านกันเท่าไร เพราะมีการถกเถียงพูดคุย เรื่องการจัดจ้าว Spine นี้มานานแล้ว และเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการผลิตก้านไม้กอล์ฟ ไม่ว่าจะเป็นก้านที่ราคาแพงขนาดไหน ก็ไม่สามารถผลิตก้านไม้กอล์ฟให้เรียบกลมได้ 360 องศา อย่างแน่นอน แต่จุดที่แข็ง หรือ กระดูกก้าน (Spine) นั้นในแต่ละก้านที่ผลิตออกมาจำหน่ายนั้น จะมีไม่เหมือนกัน (แม้ยี่ห้อ/รุ่นเดียวกัน) และไม่ใช่จะมี 2 จุดที่แข็งบนก้านที่อยู่ตรงกันข้ามกัน (เช่น 6  และ 12 นาฬิกา เมื่อยืนจรดไม้ฯ) ซึ่งบางก้านฯ ก็อาจมีอยู่ด้านเดียว หรือมี 2 ด้านก็ได้ แต่ไม่ได้อยู่ตรงกันข้ามกัน เช่น 12 และ 8 นาฬิกา ก็สามารถพบเจอกันได้บ่อยๆ แต่จุดไหน หรือด้านไหนล่ะที่ดีที่สุด

ดังนั้น Professional Club Maker สำนักต่างๆในสหรัฐอเมริกา จะเรียกจ้าวตัวนี้กันว่า จุดดีดที่เป็นธรรมชาติของก้านที่ดีที่สุด (Neutral Bending Position, NBP) หรือ PPOP (Principle Planer Oscillation Plane) หรือ FLO (Flat Line Oscillation)  หรือ PUREing ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตามก็คือ หาจุดดีดด้านที่คงที่ที่สุดในขณะที่การทำการงอตัวดีดของก้านๆหนึ่ง (ไม่จำเป็นว่า Logo จะต้องอยู่แนวเดียวกันตลอดทุกก้านที่เป็นก้านแบบเดียวกัน) ซึ่งไม่ใช่การหากระดูกก้าน หรือ หา Spine ก้านอย่างที่พวกท่านนักกอล์ฟหรือ ช่างประกอบไม้กอล์ฟเข้าใจกัน ก็แค่เพียงหาจ้าว Spine นี้และทำเครื่องหมายก่อนเสียบก้านเท่านั้น ก็ถือว่าได้จัด Spine ให้กับไม้กอล์ฟนั้นแล้ว (ทำอย่างนั้นไม่ work แล้ว)

PURE ก้านที่ได้รับรองว่าดีที่สุด
เพราะฉนั้นก้านหนึ่งก้าน ที่ย้อห้อ หรือ แบนด์เดียวกัน / รุ่นเดียวกัน อาจมีจุดดีดที่ดีที่สุดไม่เหมือนกันได้ อันนี้เป็นเพราะพื้นฐานการผลิตจากโรงงาน แต่ตามที่ได้พบเห็นก้านที่ติดมาจากโรงงานจะมี LOGO อยู่ด้านล่างเหมือนกันหมด  (ที่ 6 นาฬิกาตำแหน่งที่ยืนจรด Address) หรือ Logo Down เรียงเป็นแนวเดียวกัน โดยเฉพาะในชุดเหล็กจะเห็นได้ชัดที่สุด ซึ่งทำให้การดีดที่แตกต่างกันในเหล็กแต่ละเบอร์ ซึ่งเหล็กเบอร์ไหนที่มีจุดดีดที่ดีอยู่ตรงก็จะตีได้ดี และให้ความรู้สึกทีดีมีประสิทธิภาพกว่า เหล็กเบอร์อื่นๆที่จุดดีดที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่แนวเดียวกับหน้าไม้ หากได้นำเหล็กชุดเดิมมารื้อ และจัดจุดดีดใหม่แล้วจะทำให้เหล็กในทุกๆเบอร์มีความอ่อนก้าน (Flex) ที่เหมือนกัน และทำให้จังหวะในการสวิงที่เหมือนกันทุกในเหล็กทุกเบอร์เลยครับ

สรุปการจัดกระดูกก้าน หรือการจัด Spine ไม่ใช่การหาจุดที่แข็งที่สุดบนก้านอย่างเดียวนะครับ ต้องมั่นใจว่าจุดดีดของก้านดีที่สุดอยู่ด้านไหนต่างหาก ไม้กอล์ฟท่านจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และท่านสนุกกับอุปกรณ์ และเกมส์กอล์ฟมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ สอบถาม และเข้ารับบริการจาก Professional Club Fitting เท่านั้นท่านจะให้คำตอบได้อย่างถูกต้อง และไม่เสียเวลา คุ้มกับเงินที่เสียไปนะครับ