23 พฤศจิกายน 2555

เลือกซื้อไม้กอล์ฟสเปคมาตรฐานโรงงาน (Standard Spec) จะเหมาะกับนักกอล์ฟทุกคนหรือไม่อย่างไร??

เรียนท่านนักกอล์ฟที่กำลังมองหา และกำลังเลือกซื้อหาไม้กอล์ฟที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน รุ่นใหม่ที่โฆษณาว่าดี มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้นักกอล์ฟที่ได้ไกลขึ้น ตีได้ตรง และแม่นขึ้น ท่านนักกอล์ฟก็จะพยายามค้นหา และสืบเสาะหาข้อมูล ถามคนโน้นที คนนี้ที หรือโปรฯบอกว่าอย่างนี้ซิดี ก็จะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือก หรือเปลี่ยนไม้กอล์ฟใหม่

ท่านลองนำหลักการพิจารณาต่อไปนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลและทฤษฏีทางการทำ Club Fitting ไม้กอล์ฟที่เป็นสากลและใช้กันมานานอย่างต่อเนื่อง เพราะการเลือกไม้กอล์ฟที่จะให้เหมาะ และมีประสิทธิภาพสูงสุดกับนักกอล์ฟหนึ่งคนนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์ข้อมูลในการพิจารณาเลือก
หากท่านเดินหาซื้อไม้กอล์ฟสักชุดจากในร้าน หรือห้างที่วางขายไม้กอล์ฟ ที่เป็น Standard Spec โดยได้รับคำแนะนำว่ารุ่นนี้ เหมาะกับท่านโดยที่ยังไม่ได้ดูท่านสวิงจริง พร้อมทดสอบวิเคราะห์ สอบถามการเล่นกอล์ฟของท่าน และอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ว่ามีสเปคอย่างไรแล้ว ก็เหมือนกับท่านกำลังวัดดวงเสี่ยงเลือกซื้อไม้กอล์ฟนั่นเอง ซึ่งไม่ได้นำข้อมูลเชิงลึก ของอุปกรณ์ และวงสวิงของท่าน มาพิจารณาในท่านตัดสินใจในการลงทุนซื้อไม้กอล์ฟนั้นเลย

ไม้กอล์ฟแบนด์ต่างๆที่วางขายกันอยู่ทั่วไปในห้างร้าน เปรียบเสมือนสินค้าที่มีสเปคกลางๆ หรือผลิตเพื่อการค้ากับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ หรือเรียกภาษาชาวบ้านง่ายๆว่า "ของโหล" (Mass Products) และผลิตเพียงไม่กี่แบบ ตัวอย่างเช่น Flex R หรือ S เท่านั้น จะหา Flex SR หรือ X หรือ L ก็ไม่มี หรือหายากสักหน่อยในบางแบนด์ บางรุ่นเท่านั้น Flex ของแต่ละแบนด์ แต่ละรุ่นก็มีอความอ่อน/แข็งไม่เหมือนกันอีก คือไม่มี Flex ที่เป็นมาตรฐาน (นี่พูดเฉพาะเรื่อง Flex เท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้พูดเรื่องสเปคอื่นๆของไม้กอล์ฟเลยนะครับ) เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยจำกัดในการผลิตสินค้าประเภทนี้ มีสามารถทำให้ได้มีหลายหลากได้ ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการนักกอล์ฟที่มีความสามารถ และสรีระร่างกายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งกอล์ฟเป็นกีฬาที่มีความละเอียดอ่อนมากๆ ต้องให้ความสนใจ / ใส่ใจ ถึงจะเล่นได้ดี และสนุกกับมัน ไม่เหมือนกับกีฬาประเภทอื่นๆ

การผลิตไม้กอล์ฟนั้นไม่สามารถผลิตได้หลายหลากสเปคให้เลือกได้ตามความต้องการได้เหมือนเช่นเดียวกับการผลิตรองเท้าได้ ที่มีขนาดเบอร์รองเท้าในรุ่นเดียวกันได้มากถึงกว่า 10 ขนาด และมีแบบให้เลือกให้เหมาะพอดีได้มากกว่าไม้กอล์ฟที่ออกมาในหนึ่งรุ่น ซึ่งในระยะหลังนี้ท่านจะสังเกตเห็นว่า หลายๆแบนด์จะพยายามออกไม้กอล์ฟรุ่นใหม่ๆให้เร็ว และบ่อยขึ้นกว่าเดิม เรียกว่าตามกันไม่ทัน ซื้อปุ๊ป อีก 2 เดือนราคาตกรุ่นปรั๊ป จากราคาเกือบ 2 หมื่น ลดลงไปเกือบครึ่ง และ On Sale เร็วมาก และท่านจะมั่นใจในไม้กอล์ฟรุ่นนั้นอีกได้หรือเปล่า ซึ่งอันนี้ก็เป็นหลักทางการตลาดอีกนั่นแหละครับ
(***หากท่านเป็นนักกอล์ฟแฟชั่น หรือนักกอล์ฟออกงานก็คนละเรื่องกันนะครับ***)

ตามศาสตร์ของกีฬากอล์ฟ ขนาดของไม้กอล์ฟจะต่างจากกีฬาอื่นๆอย่างมาก ทั้งขนาดหน้าไม้ และความยาวไม้ฯในการตี หรือบังคับควบคุมลูกฯ ซึ่งลูกกอล์ฟกับหน้าไม้กอล์ฟแทบจะมีขนาดที่ใกล้เคียงกันมาก และมีความยาวไม้กอล์ฟที่ยาวกว่ากีฬาประเภทอื่นๆในการตี และควบคุมลูกฯ ซ้ำยังมีการหมุนตัว หรือสวิง ตีลูกทางด้านข้างอีกด้วย ทำให้ยากยิ่งขึ้นในการตี และการควบคุมลูกฯกว่ากีฬาประเภทอื่นๆ ถึงแม้ว่าลูกกอล์ฟจะอยู่นิ่งๆอยู่กับที่ก็ตาม จึงทำให้จำเป็นต้องมีศาสตร์ของวิชา Club Fitting ขึ้นมาเฉพาะสำหรับกีฬากอล์ฟนี้ ที่จะช่วยส่งเสริมทักษะการสวิงที่แตกต่างกันของนักกอล์ฟในแต่ละคนให้ได้ดีขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในออกรอบเล่นกอล์ฟในแต่ละครั้ง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมท่านนักกอล์ฟหลายท่านเมื่อเลือกซื้อไม้กอล์ฟมาแล้ว ตึไม่ได้ หรือตึแล้วไม่ต่างอะไรจากชุดเดิม หรือ ไม้กอล์ฟที่มีอยู่หลายชุดที่ซื้อมาก็ไม่รู้ว่าชุดไหนมันเหมาะ หรือไม่เหมาะกับตัวเองอย่างไร (เพราะท่านอาจยังไม่ทราบว่า สเปคจริงๆของไม้กอล์ฟเหล่านั้นว่ามันเป็นอย่างไร ไม่เคยนำมาวัด นำมาวิเคราะห์ และนำมาทดลองเปรียบเทียบใช้จริงว่าสเปคอย่างไรที่ท่านควรนำมาใช้กับตัวเอง)  

จะอธิบายให้ท่านทราบดังข้อมูลด้านล่างนี้ ซึ่งท่านจะหาซื้อสเปคไม้กอล์ฟที่เหมาะจริงๆได้อย่างไร ในชั้นวางขายไม้กอล์ฟในห้างที่มีอยู่ทั่วไป

ความยาวก้าน (Club Length) : ความยาวก้านถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากถึงมากที่สุดเลย ก็เพราะการที่จะตีลูกกอล์ฟในได้หนักแน่น และแม่นยำโดนลูกฯตรงกลางหน้าไม้ได้บ่อยครั้งที่สุด ควรจะต้องมีความยาวที่เหมาะสมกับจังหวะ (Swing Tempo) และความเร็วของวงสวิง (Swing Speed) ของนักกอล์ฟแต่ละท่านที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งไม้กอล์ฟที่วางขายในท้องตลาดมีความยาวที่จำกัด เช่น ของหัวไม้ Driver ยาว 45 - 46 นิ้ว ซึ่งการวิจัยจาก Professional Club Fitting หลายสำนักในสหรัฐอเมริกา สรุปว่าเป็นความยาวที่เกินกว่าการควบคุมให้ตีได้แม่นยำตรงกลางหน้าไม้ให้บ่อยครั้ง (More often at Center Impact ) ได้ยากมาก โดยเฉพาะนักกอล์ฟสมัครเล่นทั่วไป ถึงมือดี

น้ำหนักก้าน (Shaft Weight) : ความแข็งแรงร่างกาย และความสามารถของนักกอล์ฟในแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดการควบคุมไม้กอล์ฟ (Control & Accuracy) และสร้างพลัง (Power Factor) ได้อย่างมีประสิทธฺิภาพสูงสุดนั่นคือ น้ำหนักก้านที่เหมาะสม (Optimum Shaft Weight) เพราะน้ำหนักการเป็นตัวควบคุม น้ำหนักรวม (Total Weight) ของไม้กอล์ฟส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในไม้กอล์ฟหนึ่งไม้ว่า จะมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับนักกอล์ฟหนี่งคนได้ดีอย่างไร ตัวอย่าง น้ำหนักก้านใน Driverที่วางขายสำเร็จรรูปก็มี 1 หรือ 2 แบบเท่านั้น ส่วนใหญ่จะจัดน้ำหนักก้านให้เบาเอาไว้ก่อน เพราะคิดว่าน้ำหนักก้านที่เบา คือคำตอบสุดท้าย เช่่น มีน้ำหนักก้านประมาณ 50 กรัมเท่านั้นในแต่ละรุ่น แล้วประสิทธิที่นักกอล์ฟที่สามารถทำได้เต็มที่ ไม่ใช่เพียงน้ำหนักก้านที่ 50 กรัมเท่านั้นเพียงอย่างเดียว (มวลน้ำที่ดีให้พลังงานที่ดีด้วยเช่นกัน)
ความอ่อน / แข็งก้าน (Shaft Flex/Bend profile) : ก้านไม้กอล์ฟในแต่ละก้านที่มีความกลม เมื่อดูด้วยตาเปล่า แต่ที่จริงแล้ว ไม่มีก้านไม้กอล์ฟก้านไหนเลยที่กลม และเรียบ เพื่อให้การดีดที่เท่ากันใน 360 องศา และเมื่อนำมาวัดกับเครื่องวัดค่าความอ่อน/แข็ง (Frequency Analyzer Machine) จะทราบค่าที่แตกต่างได้ชัดเจน เพราะฉนั้นค่าของ Flex ในก้านไม้กอล์ฟแต่ละแบนด์ เช่น Flex R (Regular) หรือ S (Stiff) จะไม่มีค่าที่เป็นมาตรฐานเลย แต่ละผู้ผลิตก็จะผลิตไม้กอล์ฟที่มีสเปคที่เป็นของตัวเองเท่านั้น ดังนั้น ความแข็งในการดีดตัวของ ก้าน R ของแบนด์หนี่ง อาจจะแข็งเท่ากับก้าน S ของอีกแบนด์หนี่งก็ได้ แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าความอ่อน/แข็งใดที่เหมาะสมกับท่านที่สุด รวมไปถึงจุดดีดก้าน ที่ทำหน้าที่ร่วมกันกับ องศาหน้าไม้ (Loft Angle) มี มุมปะทะหน้าไม้ฯกับลูกกอล์ฟ (Dynamic Loft & Impact) ที่จะทำให้เกิดมุมเหินที่ดีที่สุด (Optimum Launch Angle) ที่จะทำให้เกิดระยะที่ดีที่สุดตามมา

ขนาดกริ๊ป (Grip Sizing) : ยังไม่เคยพบว่าไม้กอล์ฟหนึ่งรุ่นที่ออกมาวางขาย บนชั้นในห้านร้านนั้น มีขนาดกริ๊ปหลายขนาดให้เลือกได้ เพราะไม้กอล์ฟที่วางขายในแต่ละรุ่นนั้นมีขนาดกริ๊ป เพียงขนาดเดียวแทบทั้งนั้น แต่ความเป็นจริงขนาดฝ่ามือของแต่ละคนนั้นมีขนาดเท่ากันหรือเปล่าครับ??? หากท่านไม่ทราบเรื่องนี้เลย ก็เปรียบเสมือนท่านกำลังเสี่ยงโชคในการเลือกซื้อไม้กอล์ฟเหมือนกัน โชคดีก็ได้ขนาดกริ๊ปที่พอดีกับขนาดมือของท่าน ซึ่งท่านทราบหรือไม่ว่า ขนาดกริ๊ปนั้นมีผลต่อการตีลูกกอล์ฟในแต่ละครั้งมากอย่างไร ที่จะทำให้การปะทะลูก (Ball Impact) ที่หนักแน่น และการควบคุมทิศทางหน้าไม้ให้ได้ดีที่สุด ท่านทราบหรือไม่ว่า จากการปรับแต่งขนาดกริ๊ปใหม่ให้ได้พอดีกับขนาดมือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็สามารถทำให้นักกอล์ฟควบคุมหน้าไม้ในการตีกอล์ฟได้ดีขึ้น หนักแน่นขึ้น และได้ระยะไกลขึ้นได้

องศาหน้าไม้ / มุมสันไม้ฯกับก้าน (Loft / Lie Angle) : จากการที่ไม้กอล์ฟวางขายในท้องตลาดในแต่ละรุ่นมีความยาวไม้กอล์ฟที่เหมือนกัน ซึ่งเป็นความยาวที่กำหนดก่อนการผลิตแล้วว่าจะต้องผลิตด้วยความยาวเท่านี้ และมีนักกอล์ฟหลายท่านยังมีความเข้าใจที่ยังไม่ครบถ้วนว่า เมื่อการยืนจรดแอ๊ดเดรส (Address Posture) แล้วเห็นปลายของหัวไม้ หรือใบเหล็กตั้งขึ้น หรือกระดกสูงจากระนาบพื้นนั้น แสดงว่า Lie Angle ไม่เหมาะสมแล้วควรนำไม้กอล์ฟไปดัด Lie Angle จะทำให้ตีลูกได้ในทิศทางที่ดีขึ้นกว่า (ของชุดเหล็ก) แต่ลืมนึกไปว่ามีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ทิศทางของลูกผิดไป เช่น ความยาวก้านที่ยาวเกินไป ที่ไปมีผลต่อ Lie Angle เพราะความยาวแขน และความสูงของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน หรืออาจเป็นเพราะก้านที่อ่อนไปที่ทำให้การดีดของก้านเปลี่ยนมุมปะทะลูกกอล์ฟเปลี่ยนไป (Angle of Attack) ในจังหวะ Down swing เข้าหาจุดปะทะลูกฯ

นอกจากนั้นองศาหน้าไม้ใน Driver ก็มีให้เลือกจำกัดเพียง 9/9.5 หรือ 10/10.5 องศาเท่านัั้น ซึ่งก็อาจเป็นเพราะปัจจัยการผลิต และการตลาดอีกนั่นเอง จึงทำให้นักกอล์ฟทั่วไปคิคว่า Loft Angle ที่ต่ำจะทำให้ได้มุมเหินที่ต่ำ ที่เป็นผลให้ได้ระยะวิ่ง (Carry Distance) ที่ไกลกว่า เพราะคิดว่า Loft ต่ำทำให้ลูกวิ่งกว่า ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

(ท่านคงเคยพบเห็นนักกอล์ฟสมัครเล่นหลายท่าน ไดร์ฟหัวไม้ 3 ได้ไกลหรือเท่ากันกับ หัวไม้ 1 (Driver) ทั้งๆที่ หัวไม้ 3 มีองศาหน้าไม้ที่ 15 องศาซึ่งมากกว่า และก้านก็ยังสั้นกว่าหัวไม้ 1 อีกด้วย นั่นเป็นสาเหตุขององศาหน้าไม้ที่ไม่เหมาะกับการสวิงของแต่ละคน โดยเฉพาะจังหวะ และความเร็วหัวไม้ที่ช้า (Low-Medium Club Head Speed) 

การประกอบไม้กอล์ฟ (Club Assembly) : ต้องเข้าใจปัจจัยในการผลิตสินค้าที่แผนการขายจำนวนมากๆ (Mass Production) มีความละเอียด และพิถีพิถันในการผลิต หรือประกอบไม้กอล์ฟ ในแต่ละไม้นั้น จะไม่สามารถทำให้มีตัวเลือกได้มาก ให้พอดีกับ จังหวะ และวงสวิงที่แตกต่างกันได้ (Custom Made) โรงงานจะผลิตไม่มากไปกว่า 1-2 สเปค ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว เพราะฉนั้นการรื้อสเปคเดิมที่ประกอบจากโรงงาน เพื่อปรับแต่งให้เป็นสเปคใหม่ หรือ เลือกวัดตัดไม้กอล์ฟใหม่ตามศาสตร์วิชา Club Fitting ย่อมจะให้สเปคที่เหมาะ และดี ใกล้เคียงกับความต้องการของนักกอล์ฟในแต่ละคนได้มากกว่า

เพราะฉนั้นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม้กอล์ฟที่วางขายอยู่บนชั้นตามห้าง/ร้านไม้กอล์ฟทั่วไป ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักกอล์ฟที่มีสรีระ และวงสวิงที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว ซึ่งทำให้นักกอล์ฟหลายท่านตระเวนหา และอยากเปลี่ยนไม้กอล์ฟกันอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทางว่า ท่านต้องการไม้กอล์ฟแบบไหน / สเปคไหนดีที่จะเหมาะสม และใกล้เคียงความต้องการของท่านมากที่สุด คุ้มกับเงินที่เสียไปในการซื้อ/เปลี่ยนไม้กอล์ฟแต่ละครั้ง ซึ่ง ท่านพอจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้แล้วใช่ไหมว่า ไม้กอล์ฟที่มีสเปคเดิมๆ จากโรงงาน (Standard Spec หรือ One Size Fit All) นั้นจะเหมาะสม และ Fit พอดีกับท่าน หรือนักกอล์ฟในทุกๆคนหรือไม่????  

ลองปรึกษาร้าน Professional Club Fitting (ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายไม้กอล์ฟสำเร็จรูปแบนด์ฯดังต่างๆ ที่เป็นสเปคมาตรฐานโรงงาน) จะเป็นทางลัดที่ดีกว่าในการเลือกหาซื้อไม้กอล์ฟ หากท่านซื้อตามกระแสโฆษณาขายในปัจจุบัน ซึ่งมีรุ่นต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่อง และออกมาเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เสมือนอย่างกับเป็นแฟชั่น ซึ่งก็สรุปไม่ได้ว่ารุ่นไหนที่จะเหมาะกับท่านจริงๆ ซึ่งอาจจะเหมาะกับเพื่อนท่านก็ได้ แต่ไม่เหมาะกับตัวท่านเอง

ผมคิดว่าท่านผู้รักในกีฬากอล์ฟคงจะได้ข้อมูลดังที่กล่าวมาแล้วไว้สำหรับการพิจารณาเลือกซื้อไม้กอล์ฟไว้บ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ ท่านจะได้ไม่ต้องมีไม้กอล์ฟอยู่หลายชุด หรือสะสมไว้เกือบเต็มพื้นที่ในบ้าน และพยามยามหาทางขายต่อ / ซื้อใหม่แบบขาดทุน ที่ไม่รู้จบ เพราะ Standard Spec เปลี่ยนเป็น Standard Spec จนกว่าท่านจะโชคดี ซึ่งขอใช้คำว่า โชคดีนะครับ ที่ได้ Standard Spec บางแบนด์ในบางรุ่นเท่านั้นที่เหมาะ หรือใกล้เคียงกับท่านจังหวะสวิงของท่านจริงๆ แต่ลองคิดดูซิครับบริษัทฯผลิตไม้กอล์ฟไม่ใช่มีเพียง 2-3 แบนด์ มีเป็นหลายสิบแบนด์เลยทีเดียวนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น: