28 กันยายน 2554

การเลือกหัวไม้กอล์ฟ Driver ที่ดี สิ่งไหนที่ควรคำนึงถึง??

ระยะ (Distance) คือ สิ่งที่นักกอล์ฟทั่วไปต้องการ และพูดถึงบ่อยมากๆ เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงเรื่องกอล์ฟ / วงสวิง หรือการปรับแต่งไม้ฯ และก็เป็นสิ่งที่นักกอล์ฟเกือบจะทั้งหมดปราถนาที่สุด ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ทราบว่า ในการเล่นกอล์ฟที่จะให้ได้คะแนนดีที่สุดแล้ว ควรคำนึงถึงสิ่งอื่นด้วย นอกเหนือจาก ระยะ (Distance) เพียงอย่างเดียวนั้น ควรมี ความแม่นยำ (Accuracy) หรือการควบคุม (Control) บวกเพิ่มเข้าไปในระยะด้วย ซึ่งจะทำให้นักกอล์ฟผู้นั้นเล่นกอล์ฟได้ดีขึ้น และมีสกอร์ (Scoring) ที่น่าพอใจ ซึ่งนั่นเป็นการวัดความสามารถของนักกอล์ฟผู้นั้นว่ามี ฝีมือ และการพัฒนาขึ้นอย่างไร

การที่ท่านนักกอล์ฟต้องการ Driver ที่ตีให้ได้ระยะไกลนั้น ในปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตจะผลิตให้ Driver นั้นยาวขึ้นกว่าปกติ (ซึ่งเป็นวิธิที่เห็นผลง่ายที่สุดในระยะแรก) เช่น มีความยาวไม้ฯมากกว่า 45" และบางรุ่นยาวกว่า 46"  โดยทำให้ก้านฯ และหัวไม้ฯมีน้ำหนักเบาขึ้น (Light Head Weight) เพื่อจะให้ได้ไม้ฯที่มีก้านยาวขึ้น และมี Balance Weight ไม่หนักไปที่หัวไม้ฯมากนัก แต่อย่าลืมว่า น้ำหนักเหมาะสม (Proper Weight) เป็นเหตุผลสำคัญในการสร้างพลัง (Power Factor) หากความเบานั่นไม่ได้ช่วยเพิ่มการส่งพลังไปที่ลูกกอล์ฟ ก็ไม่เป็นเหตุผลที่สมควรมีไม้กอล์ฟที่มีน้ำหนักเบา

ซึ่งตามหลักฟิสิกส์นั้น ว่าความยาวทำให้เกิดระยะได้มากขึ้นได้ในกีฬากอล์ฟ  เพราะความยาวก้านฯ สามารถสร้างวงสวิงกว้างขึ้น ซึ่ง ทำให้เกิดระยะได้มากขึ้นด้วย  แต่ความยาวนั้นก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้ท่านตีลูกได้ไม่ตรงกลางหน้าไม้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะความยาวจะไม่มาพร้อมกับความแม่นยำ (Accuracy) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในกอล์ฟ ที่จะทำให้ท่านตีลูกได้ตรงกลางหน้าไม้ได้บ่อยๆครั้งที่สุด และได้ระยะดีที่สุดของความสามารถในวงสวิงท่าน

ส่วนใหญ่นักกอล์ฟ หลายท่านจะมั่นใจในความยาวของก้านไม้กอล์ฟที่ยาวกว่า จะทำให้ตีได้ระยะกว่าก้านไม้ฯที่สั้นกว่า ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากว่า ความยาวก้านฯที่ยาวไปนั้น ให้การควบคุม (Control) ที่ยาก และทำให้ท่านตีลูกกอล์ฟให้ตรงกลางหน้าไม้ฯได้บ่อยครั้งแล้ว ท่านจะอยากมีก้านฯที่ยาวไว้ใช้ต่อไปอยู่อีกหรือเปล่าครับ เพราะความยาวก้านฯนั้นไม่เหมาะกับวงสวิง และสรีระของท่านแล้ว ควรนำมาปรับ / แต่งความยาวและทำน้ำหนักใหม่ เพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดหายไปอยู่ให้สมบูรณ์
(**ในปี 2010 PGA Tour ใช้ก้าน Driver ยาวที่สุดเฉลี่ยไม่เกิน 45" ซึ่ง Tiger Woods เคยใช้เพียง 43.5" ในสมัยยังใช้ก้าน Driver ที่เป็นก้านเหล็กอยู่ **)

เพราะฉนั้น ระยะ (Distance) และ ความแม่นยำ (Accuracy) ในเรื่องของการปรับ / แต่งอุปกรณ์ไม้กอล์ฟแล้วต้องให้ได้ความสมดุลย์ และเหมาะสมกัน ของลักษณะ ความเร็วหัวไม้ (Clubhead Speed) ความยาวก้าน (Shaft Length) และน้ำหนักก้าน (Shaft Weight) ต้องสัมพันธ์และให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด กับนักกอล์ฟในแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกัน


ยกตัวอย่าง หากท่านไดร์ฟได้ไกล 280 หลา เพียง 3 ใน 10 ลูก ที่อยู่ในแฟร์เวย์ (มีแต่ ระยะ (Distance) อยู่ส่วนน้อยและขาดความแม่นยำ (Accuracy) และถ้าหากท่าน Drive ได้ 260 หลา จาก 7 ใน 10 ลูก อยู่ในแฟร์เวย์ ด้วยความเร็ว (Swing Speed) เดียวกัน ท่านลองคำนวณเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ซิว่า ท่านต้องการไม้กอล์ฟแบบไหน??
**แต่ถ้าท่านแข่งขันตีไกล (Longest Drive) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือ เขานับลูกที่ไกลที่สุด 1 ใน 3 หรือ  1 ใน 5 ลูก โดยไม่มีการนับแต้ม (Scoring)**

แต่ถ้าท่านต้องการไดร์ฟให้ได้ 280 หลา และมีความแม่นยำมากขึ้นด้วย ต้องนำ Driver ท่านมาปรับ / แต่ง ตามหลัก Club fitting เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ตามต้องการ เพราะสเปคไม้กอล์ฟเช่นนั้นไม่ได้มีวางจำหน่ายทั่วไป  ตามอย่างที่ท่านต้องการ

14 กันยายน 2554

สวิงเวจท์ (Swing Weight) / น้ำหนักรวม (Total Weight)

นักกอล์ฟส่วนใหญ่จะพูดถึงสวิงเวจท์ (Swing Weight) ที่ชอบ หรือที่เคยใช้อยู่ กับไม้กอล์ฟหนึ่ง จะจดจำและยึดติดกับ SW นั้นว่าดี / เหมาะกับตัวเอง เพื่อนำไปใช้ตลอด เมื่อไรก็ตามที่มีการปรับ / เปลี่ยนไม้กอล์ฟแต่ละครัง ก็จะเรียกหา SW นั้นที่ต้องการ ซึ่งไม่ค่อยถามถึงน้ำหนักก้าน / น้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Shaft Weight & Total Weight) สักเท่าไร

14" จากปลายกริ๊ป ถึงจุด Fulcrum
สวิงเวจท์ (Swing Weight) คือ สัดส่วนในการกระจายน้ำหนักของไม้กอล์ฟ มีจุดศูนย์กลางห่างจากปลายกริ๊ป 14" และมีค่ากำหนดเป็น A0-9, B0-9, C0-9, D0-9, ... เป็นตัวกำหนดความรู้สึก (Feel) ในการสวิง ซึ่งไม่ใช่ ค่าของน้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Total Weight หรือ Gross Weight) การปรับหาสวิงเวจท์ควรเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ควรคำนึงถึง

ทำไมต้องคำนึงถึงน้ำหนักก้าน / รวม (Shaft & Total Weight) ก่อน Swing Weight???

ให้ลองนึกถึงการใช้ค้อนตอกตะปูซิครับ หากท่านต้องการตอกตะปูตัวใหญ่สักตัว ให้จมลงไปในเนื้อไม้ แล้วท่านคิดว่าควรจะมีขนาดค้อนเท่าไร จึงจะทำให้การตอกตะปูเป็นไปอย่างง่ายดาย ซึ่่งค้อนนั้นต้องมีน้ำหนัก (Appropriated WEIGHT) และความยาว (Length) ที่เหมาะสม จึงสามารถสร้าง และส่งพลัง (Power) จากตัวท่านไปที่ตะปูได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เพราะฉนั้นควรเลือกน้ำหนักที่เหมาะสมกับท่าน (Physical strength) และผลงานที่ต้องการ (Outcome Need) ได้ ทั้งนี้เพราะเรากำลังพูดถึงการสร้างพลัง (Power) หรือหมายถึงน้ำหนักรวมที่ทำให้ได้ผลงาน หรือระยะ (Distance) ที่ต้องการนั้นเอง

เพราะฉนั้นน้ำหนักก้านไม้กอล์ฟ (Shaft weight) และ น้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Total Weight) เป็นสิ่งสำคัญ และควรคำนึงถึงมากกว่าค่า Swing Weight เพราะ SW เป็นตัวกำหนดความรู้สึก (Feel) ของการสวิง ไม้กอล์ฟที่มีก้านน้ำหนัก 90 กรัม มี SW ที่ D2 ย่อมมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับไม้กอล์ฟที่มีก้านน้ำหนัก 60 กรัม และมี SW ที่ D2 ที่เหมือนกัน เพราะฉนั้นท่านควรคำนึงถึง น้ำหนักก้าน (Shaft Weight) และ น้ำหนักรวม (Total Weight) เป็นอย่างแรกก่อนที่จะปรับหา SW ที่ท่านรู้สึก (Feel) และต้องการกับไม้กอล์ฟนั้นๆ หากท่านเริ่มจากการปรับหา SW ที่ต้องการก่อนแล้ว ท่านก็จะไม่สามารถได้ผลงาน (Outcome) ที่ท่านต้องการได้ เพราะฉนั้น สวิงเวจท์ (SW) คือค่าความรู้สึก (Feel Factor) แต่ไม่ใช่ค่าของพลัง (Power Factor)

5 กันยายน 2554

การจัดแนวดีดของก้านไม้กอล์ฟ หรือ จุด Sweet Spot บนก้านไม้กอล์ฟ

ไม้มีไม้ก้านไม้กอล์ฟอันไหนเลยที่จะมีความเรียบกลมเท่ากันตลอด 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นก้านฯราคาถูกหรือแพง ที่จะวางก้านฯให้ได้การดีดที่ดีที่สุดในทุกๆจุดบนก้านฯ เพราะฉนั้นควรมีตำแหน่ง / ด้าน ของก้านฯที่ดีที่สุดอยู่ด้านเดียวกับหน้าไม้ (Club Face)

แล้วด้านไหนของก้านฯล่ะที่ควรอยู่ตรงกับหน้าไม้ เพื่อให้ได้การดีดของก้านฯที่มีความเสถียร และมั่นคงที่สุด ในขณะก้านไม้กอล์ฟงอตัวดีด (Most Stable Plane of Shaft Bending) ซึ่งเรียกว่า PPOP (Principle Planer of Oscililation Plane)

ก้านไม้กอล์ฟโดยทั่วไปที่ประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้วมาจากโรงงาน ไม่วางแบนด์ใดๆก็ตาม ที่นำมาวางขายอยู่บนชั้นทั่วไปนั้น จะมี Logo ของแบนด์นั้นต่างวางเรียงอยู่ด้าน / แนวเดียวกันของก้านไม้กอล์ฟนั้นๆเหมือนกันหมดในทุกไม้ฯ ซึ่งนั่นก็เป็นมาตรฐานการผลิตจากโรงงาน (Mass Production) ที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไปของไม้กอล์ฟ และจะมีอยู่ 2 ด้านก็คือ
  1. วางยี่ห้ออยู่ด้านบน (Logo Up) เวลายืนจรด address จะเห็น Logo แบนด์นั้นๆ ได้ชัดเจนวางอยู่ในแนวเดียวกันในทุกๆไม้กอล์ฟ เป็นการโฆษณาไปในตัวเลยทีเดียว
  2. วางยี่ห้ออยู่ด้านล่าง (Logo Down) เวลายืนจรดไม้กอล์ฟ จะมองไม่เห็น Logo เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนสายตานักกอล์ฟ แต่จะเรียงอยู่แนวเดียวกันด้านล่างในทุกๆไม้ เช่นเดียวกัน
 นักกอล์ฟมืออาชีพ หรือมือดี (Best Player in the world) จะต้องนำไม้กอล์ฟเหล่านั้นมาประกอบ หรือจัดการวางแนวการดีดใหม่ให้ดีที่สุด และต้องวางให้ตรงด้านเดียวกับหน้าไม้ของทุกๆไม้กอล์ฟ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการดีดที่เสถียร และเต็มที่ที่สุด การจัดวางเรียงแนวนั้นในสหรัฐอเมริกาเรียกกันว่า การทำ PUREing ก้านไม้กอล์ฟ หรือ SST PURE (ซึ่งในบ้านเราเรียกกันว่าจัดกระดูกก้าน หรือ Spine ก้าน)

ซึ่งการจัดกระดูก (Spine Alignment) ของก้านไม้กอล์ฟนี้ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นการหาจุดที่แข็ง หรือสันของก้านไม้กอล์ฟ (Spine Position) ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะก้านไม้กอล์ฟ จะมีสัน 2 ตำแหน่งบ้าง หรือ ตำแหน่งเดียวบ้าง ซึ่งต้องเข้าใจว่าจุดไหนเป็นจุดที่ดีดดีที่สุด (PPOP) ที่เป็นจุด Sweet spot บนก้านไม้กอล์ฟ นั่นเอง หากวางไม่ตรงตำแหน่ง หรือด้านนั้นแล้วก็ไม่สามารถเรียกประสิทธิภาพการดีดของก้านนั้นที่เสถียรที่สุดอย่างเต็มที่
เพราะฉนั้นท่านนักกอล์ฟลองสังเกตุไม้กอล์ฟของท่านที่มีอยู่ว่าเป็นอย่างที่กล่าวมาแล้วหรือไม่ และหากท่านต้องการมีด้าน Sweet Spot ของก้านฯที่ดีที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไม้กอล์ฟที่มีอยู่ ด้วยการจัดตำแหน่งการดีดใหม่ให้ถูกต้อง ท่านก็จะทราบได้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงได้เป็นเช่นนั้นเหมือนได้ไม้ใหม่เลยทีเดียว จะประหยัดกว่าการมองหาเพื่อเปลี่ยนไม้กอล์ฟใหม่เสียอีก

1 กันยายน 2554

เลือกพัตต์เตอร์ให้เหมาะกับสโตรกการพัตต์ของคุณ

มีนักกอล์ฟส่วนใหญ่บ่นหลายครั้งว่า ชอบพัตต์ตบ (Pull Putting Stroke) เข้าซ้ายอยู่ประจำ (คนถนัดขวา) และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะการพัตต์ หรือว่าเป็นเพราะอุปกรณ์ ซึ่งทำให้ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นเพราะอะไรจะได้แก้ใขให้ถูกต้องซะที บ้างก็โทษตัวเองว่าพัตต์ไม่ดี บ้างก็โทษอุปกรณ์ และหาเรื่องเปลี่ยนพัตต์เตอร์ใหม่ (ซึ่งที่บ้านก็มีอยู่หลายอันแล้ว)

คราวนี้ลองตรวงเช็คลักษณะพัตต์เตอร์ของท่านที่มีอยู่ในถุงกอล์ฟตอนนี้ซิว่ามีลักษณะ และเหมาะกับการพัตต์ของท่านไหมอย่างไร ซึ่งสามารถตรวจเช็คได้อย่างง่ายๆได้ ว่าหน้า Putter ของท่านเป็นแบบไหน จะได้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้องเสียที

พัตต์เตอร์หน้าสแควร์ (Face Balance Putter)
พัตต์เตอร์หน้าสแควร์ จะมีลักษณะการออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วง (Center Gravity) ของหัวพัตต์เตอร์ไกลจากหน้าไม้ ทำให้เกิดความเสถียร / มั่นคง เมื่อมีการพัตต์ ทำให้หน้าไม้สแควร์กับแนวเล็งได้มากขึ้น

หน้าตาของพัตต์เตอร์แบบนี้จะสังเกตได้ง่ายมาก จะมีลักษณะใบกว้าง และลู่มาด้านท้าย เมื่อนำก้านพัตต์มาวางบนขอบโต๊ะแล้ว หน้าไม้จะสแควร์กับระนาบพื้น สิ่งนี้เองซึ่งเป็นต้นแบบของการคิดค้น และพัฒนาการออกแบบมายัง ใบเหล็ก และหัวไม้ Driver/Fairway ในปัจจุบันนั้นเอง ที่มีปริมาตรเพิ่มขึ้นถึง 460CC ให้ความเสถียรหัวไม้มากขึ้น ที่เราเรียกกันว่าค่า MOI (Moment Of Inertia) นั่นเอง

พัตต์เตอร์แบบนี้เหมาะกับนักกอล์ฟที่มีลักษณะ หรือสไตล์การพัตต์ (Putting Stroke) แบบสแควร์ (Square Stroke) คือ การพัตต์ทั้ง In & Out อยู่ในแนวเส้นตรง (Backward Square และ Forward Square)

พัตต์เตอร์หัวตก (Non-Face Balance Putter)

พัตต์เตอร์แบบนี้จะมีจุดศูนย์ถ่วง (Center Gravity) ของใบพัตต์เตอร์อยู่ใกล้กับหน้าไม้มากกว่า น้ำหนัก Balance ไปอยู่ที่ปลาย (Toe) มากกว่า ซึ่งทำให้ความเสถียรหน้าไม้ (Stabilization) ก็จะน้อยกว่าพัตต์เตอร์แบบแรก การพัตต์ให้สแควร์จะยากกว่า ซึ่งเป็นลักษณะท่านคุ้นตาในพัตต์เตอร์แบบนี้มานานแล้ว เป็นการออกแบบมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน

ลักษณะก็คล้ายๆ กับการออกแบบใบเหล็กที่เป็น Blade หรือ หัวไม้ Driver / Fairway เมื่อก่อนที่มีปริมาตรน้อย ซึ่งในปัจจุบันนี้จะได้รับความนิยมน้อยลงเช่นเดียวกัน

เหมาะกับนักกอล์ฟที่มีลักษณะการพัตต์ (Putting Stroke) แบบบานประตู (Swing Stroke) คือแนวการพัตต์คล้ายการเปิดบานประตู ซึ่งเมื่อพัตต์ลูกกอล์ฟแล้วจะทำให้หน้าไม้กลับมาสแควร์ได้ดีกว่า

เพราะฉนั้นลองพิจารณาเลือกดู หรือลองใช้พัตต์เตอร์แบบใดแบบหนึ่ง ที่เป็นเหตุ เป็นผลดังที่กล่าวมาแล้วว่า อันไหนที่จะเหมาะกับการพัตต์ของท่าน เพราะลักษณะของการออกแบบอุปกรณ์ และการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมเท่านั้น จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับนักกอล์ฟในแต่ละคนไปครับ

(**อย่างน้อยหากได้ลดการพัตต์จากปกติ 2 สโตรกบ้าง ใน 18 หลุม = 36 สโตรก ก็จะเป็นการดีกว่าไหมครับ**)

14 สิงหาคม 2554

คุณสมบัติของก้านไม้กอล์ฟ (Shaft Profile) และการเลือกก้านไม้กอล์ฟ

ก้านไม้กอล์ฟที่วางจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบันนี้มีมากมายหลายแบนด์ มีทั้งหลากหลายระดับราคา และคุณภาพ ตามที่ได้โฆษณาไว้ แต่ท่านนักกอล์ฟจะทราบได้อย่างไรว่า ก้านไม้กอล์ฟที่ดีและเหมาะกับท่านจริงๆ ควรจะเป็นแบบใด และควรเลือกอย่างไรถึงจะได้คุณสมบัติที่ใช่ หรือใกล้เคียงกับท่านที่สุด

Shaft construction
องค์ประกอบพื้นฐานของก้าน ก็จะไม่แตกต่างกัน แล้วแต่ว่าจะถักทอ หรือทำให้หนา / บาง  เพื่อให้ได้ออกมาเป็นก้านไม้กอล์ฟที่มีองค์ประกอบให้ได้ จุดดีด และมีน้ำหนักรวมตามที่กำหนดไว้อย่างไร

การเลือกก้านไม้กอล์ฟนั้น สิ่งที่ควรคำนึง เพื่อที่จะได้ก้านที่ดี และมีประสิทธิภาพเหมาะกับนักกอล์ฟแต่ละท่าน เรียงตามลำดับความสำคัญดังต่อไปนี้
  1. น้ำหนักก้าน (Raw Shaft Weight)
  2. ความแข็งของก้าน (Flex) หรือ ค่า CPM ที่เป็นตัวเลข
  3. จุดดีดของก้าน (Kick Point)
  4. การประกอบก้านไม้กอล์ฟ (Club Assembly & Fitting) ให้ได้สเปคที่เหมาะสม
  5. เรื่องราคา (Price) หรือ ยี่ห้อดังๆ (Brand) เป็นประเด็นสุดท้ายที่พิจารณา


**ก้านไม้กอล์ฟในท้องตลาดนั้นมีให้เลือกเป็นหลายสิบแบนด์ และมีเป็นร้อยๆรุ่น ออกมาจำหน่ายแล้ว เดี๋ยวก็ออกรุ่นใหม่มาอีก คราวนี้แหละท่านว่าอันไหนล่ะดีที่สุดสำหรับท่าน หากไม่มองคุณสมบัติที่แท้จริงของก้านไม้กอล์ฟที่จะนำไปใช้งานจริง หรือหากว่าท่านต้องการจะลองเปลี่ยนก้านฯไปเรื่อยๆ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์แล้วครับ สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกก้านตามลำดับ และรายละเอียดดังนี้

น้ำหนักก้าน (Shaft Weight)
เป็นคุณสมบัติประการแรกที่สำคัญในการเลือกเปลี่ยนก้านไม้กอล์ฟใหม่ น้ำหนักก้านเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของถ่ายทอดพลังงาน (Dynamic Energy Transfer) จากนักกอล์ฟไปยังลูกกอล์ฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น นักกอล์ฟที่มี สวิงที่เร็ว (Fast Swing Speed ) หากเลือกก้านที่เบากว่าความสามารถของการสวิงแล้ว ก็จะทำให้ไม่ได้ระยะที่ควรจะได้
ท่านไม่ควรกังวลกับเรื่อง Torque ให้มากนัก เพราะส่วนใหญ่ที่พบเห็นกันเสมอ คือ ก้านที่หนักขึ้น Torque ก็จะน้อยลง และก้านที่เบา ก็จะมี Torque ที่มากขึ้นเป็นธรรมชาติของการผลิต ซึ่งค่า Torque นี้จะเป็นตัวกำหนดการต้านแรงบิดตัวของก้านฯในขณะ Down Swing ซึ่งหมายถึงการควบคุมการ Impact ของหน้าไม้นั้นเอง
Torque น้อยการบิดตัวน้อย ผนังก้าน (Wall Thickness) จะมีความแข็งและบิดตัวกว่า ให้มองหาน้ำหนักก้าน (Shaft Weight) ที่เหมาะกับวงสวิง และความแข็งแรงร่างกายเป็นสำคัญ

จุดดีด (Kick Point)
จะเป็นคุณลักษณะของก้านที่ทำตามแผนการผลิตที่กำหนดไว้มาแล้ว เช่น Low / Mid / High ท่านจะไม่ค่อยพบก้านฯที่เป็น High Kick อย่างเดียวออกมาจำหน่ายในท้องตลาด และจะพบเห็นแค่ Low และ Mid kick หรือแบบผสม Low-Mid ในก้านเดียวกัน เพราะตลาดใหญ่กว่า
สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการเลือกจุดดีดนี้ ท่านต้องทราบว่าท่านต้องการ Ball Flight หรือ การเหินของลูก (Trajectory) อย่างไร และยังเกี่ยวข้องกับ การหมุน (Spin rate) ของลูกกอล์ฟด้วยเช่นกัน
Low Kick ให้ Ball Flight ที่สูง และ Spin มาก ในทางตรงกันข้าม Mid-High kick ให้ Ball Flight ต่ำ และ Spin น้อยกว่า
Frequency Analyzer Machine

ความอ่อนแข็ง (Flex) หรือ ค่าการดีด (CPM
ยังมีนักกอล์ฟหลายท่านยังยึดติดกับค่าของ flex ที่บอกบนก้านฯ เช่น ค่า R / S / X ก็แล้วแต่จะกำหนดเรียก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ค่าเหล่านั้นไม่มีค่าใดเป็นมาตรฐานเลย จะสามารถทราบได้อย่างแท้จริงต้องเป็นค่าของการดีดก้านฯ คือค่า CPM (Circle Per Minute) ที่ต้องใช้เครื่องวัดการดีด (Frequency Analyzer) เท่านั้น จึงจะสามารถบอกค่าความอ่อนแข็งของก้านนั้นเป็นเท่าใด
ท่านนักกอล์ฟคงเคยพบว่าก้าน R (Regular) ของแบนด์หนี่ง แต่ให้ความรู้สึกเท่ากับก้าน S (Stiff) ของอีกแบนด์หนี่ง หรือบางรุ่นก็ไม่บอกค่า แต่บอกเป็นดัวเลข แทนตัวอักษร เช่น 5.0 / 5.5 หรือ 6.0 ท่านต้องควรยึดค่า CPM ของก้านไว้เป็นสำคัญจะดีที่สุด

Shaft Profiling
การประกอบไม้กอล์ฟ (Club Assembly & Fitting)
อย่างที่ได้เคยกล่าวไปแล้วนั้นว่า ก้านไม้กอล์ฟไม่สามารถทำงานและให้ประสิทธฺิภาพด้วยตัวของมันเองเพียงลำพัง จำเป็นต้องทำงานร่วมกับ น้ำหนัก และรูปแบบของหัวไม้ที่เหมาะสมกับวงสวิง / การตัดแต่งความยาวก้าน (Tip & Butt Trim) ที่ดี / การจัดแนวดีดที่เสถียรที่สุดของก้าน (Most stable Oscillation Side) หรือจัด Spine alignment   ในตำแหน่งที่ดีที่สุด เพราะไม่มีก้านไม้กอล์ฟอันไหนที่จะกลมเรียบ เท่ากันทั้ง 360 องศา หรือไม่มีแกน (Spine) เพราะฉนั้นจะมีด้านที่เสถึยรที่สุดเท่านั้น และต้องอยู่ด้านเดียวกับหน้าไม้ เพื่อให้การดีดของก้านสมบูรณ์ที่สุด ได้ประสิทธิภาพการดีดสูงสุด

หากได้ก้านไม้กอล์ฟที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมดีแล้ว แต่นำมาประกอบ ปรับแต่งการกระจายน้ำหนัก (Weight Distribution) ที่เข้ากันแล้วไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด มันก็ไม่ต่างอะไรกับไม้กอล์ฟทั่วๆไป เสียเงินราคาแพง แต่กับได้ก้านที่ทำงานไม่คุ้มค่าที่เสียไป

ราคาก้าน และ ก้านยี่ห้อดังๆ
ราคา และ แบนด์ ควรเป็นส่วนที่ถามถึงเป็นประเด็นสุดท้าย ซึ่งก้านที่มีราคาแพงใช่ว่าจะทำให้ท่านนักกอล์ฟใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อาจราคาสูงเพราะปัจจัยอื่นในการตลาด เช่น ค่าโฆษณา / สปอนเซอร์นักกีฬา & ร้านค้า ราคาไม่ได้หมายถึงคุณภาพที่แท้จริงเสมอไป ในการเลือกซื้อก้านไม้กอล์ฟ  (แต่หากว่าท่านต้องการผลทางจิตวิทยา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ก้านไม้กอล์ฟที่มีราคาแพง แต่ตีออกมาแล้วได้คุณสมบัติ และความรู้สึกที่ไม่แตกต่างอะไรกับก้านฯอื่นๆก็มี ที่พบเห็นอยู่ทั่วไปบ่อยครั้ง เชื่อว่านักกอล์ฟหลายท่านที่มีประสบการณ์น่าจะเข้าใจ จากนั้นก็ต้องนำมาขายขาดทุนต่อไป ไม่รู้ว่าจะลงตัวที่ก้านแบบไหนดี

เพราะฉนั้นท่านควรพิจารณาว่าก้านไม้กอล์ฟแบบไหนที่เหมาะกับท่าน และให้ประโยชน์แก่ท่านคุ้มค่ากับการลงทุนที่สุด ลองปรึกษา Professional Club Fitter (ไม่เน้นงานขาย) หรือร้าน Pro Shop ที่มีอุปกรณ์ เครื่องมือที่สนับสนุน และการแนะนำดังกล่าวเท่านั้น ที่จะมีคำตอบตรงประเด็นให้กับท่านได้ดีที่สุด

18 กรกฎาคม 2554

จำหน่ายเครื่องมือซ่อม-ปรับ-แต่ง ไม้กอล์ฟ และทำ Club Fitting มาตรฐานสากล, เครื่องถอดหัวไม้, เครื่องชั่งสวิงเวท ฯลฯ

จัดหาอุปกรณ์ และเครื่องมือ Club Maker ที่เป็นมาตรฐานสากลจากต่างประเทศ ให้ความเที่ยงตรงและแม่นยำอย่างมืออาชีพในการประกอบ และปรับแต่งไม้กอล์ฟในทุกๆครั้ง สำหรับผู้ที่ต้องการไว้ประกอบอาชีพ เปิดร้าน Pro Shop หรือในทีมกอล์ฟ/สมาคมกอล์ฟ





     

  • เครี่องถอดหัวไม้กอล์ฟ (Shaft Extractor) 
  • เครื่องชั่งสวิงเวทจ์ (Swing Weight Scale) 
  • เครื่องดัดองศาหน้าไม้ (Loft & Lie Alteration)
  • เครื่องตรวจสอบคุณภาพก้าน (Shaft Testing)
  • เครื่องวัดการดีด / ความถึ่ของก้าน CPM (Frequency Analyzer)
  • เครื่องจับยึดก้านไม้ (Vise Clamp)
  • เครื่องขัด Ferrule และตัดก้าน (Compact Ferrule Finishing and Shaft Cutting)
  • เครื่องถอดประกอบกริ๊ป Grip Station)

    **สินค้าเครื่องมือ & อุปกรณ์ Club Fitting ทุกชิ้นผลิตตามมาตรฐานสากล และนอกเหนือจากรายการดังกล่าวแล้วนั้น สามารถสอบถามสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ ตามความต้องการครับ**

    สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือต้องการสินค้าอื่นๆที่ต้องการ ได้ที่ Tel 086-535-5579  หรือ Line ID : tomiyaclubfitting สินค้าจัดส่ง EMS ทั่วประเทศ (ราคาไม่รวมค่าจัดส่ง)
    (***สำหรับผุ้ที่ลงเรียนกับ Tomiya Club Fitting School จะได้รับส่วนลดพิเศษจากราคาดังกล่าว***)

    1 กรกฎาคม 2554

    MOI / CPM / Swing Weight Matching

    ส่วนใหญ่นักกอล์ฟจะรู้จักคำว่า สวิงเวทจ์ (Swing Weight) เพื่อประโยชน์ในการเลือกไม้กอล์ฟ หรือการโมดิฟายไม้ให้ถูกใจในแต่ละครั้ง และก็จะจดจำว่าสวิงเวทจ์ในไม้กอล์ฟนั้นที่ตัวท่านเองชอบนั้นมีค่า SW ที่เท่าไร ก็จะยึดติดและพอใจกับ SW นั้นตลอดไป และเมื่อใดก็ตามที่ต้องการปรับ หรือหาไม้กอล์ฟใหม่ หรือโมดิฟายไม้กอล์ฟ ก็จะเรียกหา SW นั้นในทุกๆครั้งไป

    ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะไม้กอล์ฟในแต่ละอันนั้น มีส่วนประกอบที่ไม่เหมือนกัน ที่ท่านควรคำนึงถึง เช่น น้ำหนักรวม (Total Weight) และความยาวก้าน (Length) ด้วย ไม่ควรใช้ SW ที่ชอบ ในทุกๆไม้กอล์ฟที่ต่างกันออกไปด้วย เช่น ต่างยี่ห้อ / ต่างรุ่น และต่างน้ำหนัก เพราะ SW ที่เท่ากัน แต่มีน้ำหนักไม้รวม (Total Weight) หรือ ความยาวก้าน (Length) ที่ต่างกันได้ ซึ่งทำให้มีจุดดีด (Kick Point หรือ Flex point) ที่แตกต่างกันออกไป ในไม้กอล์ฟที่มี SW ที่เท่ากัน

    ตัวอย่างเช่นท่านชอบ SW ที่ D2 ในไม้กอล์ฟอันหนึ่ง แต่ท่านอาจได้ D2 ในไม้กอล์ฟอีกอันหนึ่งที่ให้ประสิทธิภาพไม่เหมือนกันได้ นั่นขึ้นอยู่กัน น้ำหนัก หัวไม้ (Head Weight) / น้ำหนักก้าน (Shaft Weight) / ความยาวก้าน (Length) และ น้ำหนักกริ๊ป (Grip Weight) ที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉนั้น Swing Weight (SW) นั้นให้ความรู้สึก (Feel) กับนักกอล์ฟแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากความแข็งแรงที่ไม่เหมือนกัน  ที่ให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เมื่อส่วนประกอบไม้ (หัวไม้/ก้าน/กริ๊ป) ที่แตกต่างกันออกไป

    ดังนั้นคำว่า MOI (Moment of Inertia) และ ค่า CPM (Circle Per Minute) จึงเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้อง กับสวิงเวทจ์อย่างแยกตัวไม่ออก ในเรื่องของ Club Fitting


    MOI matching หมายถึง ค่าของความมั่นคงที่เสถียร (Stable) ของไม้กอล์ฟทั้งไม้ขณะเคลื่อนที่เข้าสู่จุดปะทะลูก (Impact) ซึ่งควรมีค่าที่เหมาะสมกับนักกอล์ฟในแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เมื่อ MOI ที่มากขึ้นอาจมีน้ำหนักมากขึ้น และ SW มากขึ้นก็มีความรู้สึกที่หัวไม้มากขึ้นเช่นเดียวกัน  

    MOI จะทำให้หน้าไม้มีความเสถียรและมั่นคง เมื่อตีไม่ตรงกลางหน้าไม้ (Off-Center) และส่งผลให้เกิดพลังงานถ่ายเทไปยังลูกกอล์ฟได้ดี ก้านไม้กอล์ฟที่ยาวกว่าจะมี MOI และ SW ที่มากกว่า จะได้ความรู้สึกที่หนักหัวไม้ แต่เมื่อมีก้านไม้กอล์ฟที่ยาวและหัวไม้ที่เบา ก็ทำให้พลังงานถ่ายเท และ การควบคุมให้หน้าไม้เข้าปะทะลูกที่ดีก็ลดลงไปเช่นเดียวกัน

    เพราะฉนั้นการเลือกหา SW ที่เหมาะสมกับท่านนักกอล์ฟควรคำนึงถึง MOI matching ที่เหมาะสมด้วยครับ ไม่ควรยึดติดกับ SW อย่างเดียว เพราะ SW ให้ความรู้สึก (Feel) แต่ MOI ให้ประสิทธิภาพของการปะทะลูก (Impact) ที่ดี ซึ่งมีผลทำให้การดีดตัว (CPM) ของก้านไม้กอล์ฟแตกต่างกันออกไปด้วยครับ ท่านจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในชุดเหล็กที่มี SW ที่เท่ากันแต่ความยาวก้านที่ไม่เท่ากัน จะเห็นความแตกต่างในเรื่อง SW ที่มี MOI ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้การสวิงของท่านมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในเหล็กยาว

    เลือก SW ที่ MOI Matching ด้วยท่านจะได้ความรู้สึกในการสวิงอย่างยอดเยี่ยม แตกต่างไปจากเดิม ควรปรึกษาผู้มีความรู้เรื่อง Club Fitter และสามารถจัด SW ที่ Matching กับ MOI อย่างไรให้ท่านได้อย่างเหมาะที่สุด

    9 มีนาคม 2554

    เลือกซื้อไม้กอล์ฟที่ดีควรเป็นอย่างไร?? (How to clarify the Good Golf Clubs???)

    ไม้กอล์ที่ดีควรเป็นอย่างไร??? วัตถุประสงค์ไม้กอล์ฟมีไว้เพื่ออะไร??

    ไม้กอล์ฟที่เหมาะสมควรมีประโยชน์ต่อนักกอล์ฟซึ่งย่อมแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของนักกอล์ฟแต่ละคนในเกมส์กอล์ฟนั้นๆ  จำเป็นไหม?ต้องมีราคาแพง / ต้องเล่นในสนามกอล์ฟได้ดี ลดสกอร์ / เพียงให้เหมาะสมกับวงสวิง เพื่อลดการบาดเจ็บ หรือเบื่อหน่ายและเลิกเล่นเมื่อตีไม่ได้ ก็แล้วแต่มุมมองของท่านเองว่าต้องการอะไรจากมัน

    การผลิตไม้กอล์ฟที่วางขายในตลาดทั่วไปนั้น จะผลิตจัดทำให้เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อตอบสนองความต้องการของนักกอล์ฟส่วนใหญ่ทั่วไป (General Demand) ไม่ใช่เฉพาะเจาะจง และเหมาะสมเฉพาะบุคคล (Personal Fit) โดยทำการผลิตตามแผนงาน (Production Plan) ที่ได้วางไว้ เช่น จำนวนการผลิต /  ขนาด Flex ที่นิยมในตลาด /โฆษณาในสื่อโฆษณาต่างๆ / สปอนเซอร์กับนักกอล์ฟมืออาชีพใช้ และตั้งราคาให้สูงดูดีมีคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลตามแผนการตลาดที่วางไว้ แต่ประโยชน์ที่นักกอล์ฟนำไปใช้จริงในเกมส์กอล์ฟจะได้หรือไม่นั้น ยังไม่ทราบจนกว่าจะได้ใช้จริงในสนามกอล์ฟ

    ซึ่งท่านจะสังเกตุดูได้ว่าไม้กอล์ฟที่ออกมาใหม่ๆในทุกๆปี มีหลายรุ่นหลายแบบ เปลี่ยนโน้นนิด นี่หน่อยและตั้งราคาให้สูงมากๆ 18,000 - 25,000 บาท มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์คุณสมบัติให้สมกับราคาที่ได้ตั้งไว้ดูดีมีสกุล เพื่อที่นักกอล์ฟหลายท่านจะได้ตัดสินใจซื้อมาลองใช้มัน เป็นแบบล่าสุดกำลังนำสมัย และราคาแพง ต้องดีแน่นอน ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจคุณภาพว่าจะใช้มันได้จริงๆ เหมาะสมกับราคาที่ได้ซื้อมา

    ไม้กอล์ฟที่ซื้อสำเร็จรูปที่วางอยู่บนชั้น ท่านทราบหรือไม่ว่ามี ขนาดกริ๊ป / สวิงเวทจ์ / ความยาว และ ความอ่อน/เแข็ง (Flex) เหมาะกับวงสวิง (Swing speed) ท่านหรือไม่ นี่ยังไม่รวมถึงจังหวะสวิง (Swing Tempo) เพราะเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาวิเคราะห์วงสวิงที่แตกต่างกันอย่างไร เพียงเท่านี้ไม้กอล์ฟที่ซื้อมาสำเร็จรูปส่วนใหญ่แล้ว ท่านนักกอล์ฟก็พยายามปรับวงสวิงให้เข้ากับมันให้ได้ ด้วยวิธีนานัปการ เพราะได้ซื้อมันมาด้วยราคาแพงเสียด้วย

    มีส่วนน้อยที่โชคดีได้ไม้กอล์ฟนั้นเหมาะสมกับวงสวิงของท่านเอง แต่ส่วนมากพบว่าตีไม่ได้ หรือได้ไม่เต็มประสิทธิภาพของไม้กอล์ฟนั้นกับวงสวิงของท่านแล้ว ซึ่งไม่คู่ควรกันเลยก็ไม่อยากจะฝืนใช้มันต่อไปได้ และพยายามนำมันมาขายต่อในที่สุด หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนเป็นไม้ใหม่ (Trade) ในกรณีอย่างนี้ซึ่งท่านไม่เคยรู้เลยว่าเป็นเพราะสาเหตุใดที่ตีไม่ได้ เพราะ น้ำหนัก Swing weight / Total weight มากน้อยอย่างไร หรือมีค่า Flex จริงๆเท่าไร ที่เหมาะกับวงสวิงของท่าน มันดูเหมือนว่าเป็นวงจรเช่นนี้อย่างถาวรอยู่ร่ำไปไม่จบสิ้น บางท่านก็มีไม้กอล์ฟอยู่หลายชุดมากในบ้านใช่ไหมครับ แต่ไม่รู้ว่าอันไหน คือชุดที่มีประโยชน์ที่สุดในเวลานั้น

    ไม้กอล์ฟใหม่สำเร็จรูปที่ราคาสูงใช่จะดี และเหมาะกับนักกอล์ฟในทุกๆคนทั้งหมด ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจซื้อ หรือเปลี่ยนไม้กอล์ฟใหม่ ทำไมไม่เอาไม้กอล์ฟที่ท่านมีอยู้แล้ว หรือหาไม้กอล์ฟมือสองซึ่งราคาถูก ลองนำมันมาตรวจสอบหาค่าของไม้กอล์ฟ (Club Profiles) กับร้าน Club Fitting ที่ดีๆว่ามีคุณสมบัติอย่างไรเหมาะกับตัวท่านหรือไม่ และสามารถปรับ-เปลี่ยน แต่งให้เหมาะสมกับท่านตามศาสตร์ของวิชา Club Fitting ที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในวงการกอล์ฟแล้วว่าดีที่สุดได้หรือไม่ (ซึ่งนักกอล์ฟอาชีพทั้ง 100% เขาทำ Fitting ไม้กอล์ฟให้เข้ากับตัวเองกันทั้งนั้น)

    ราคาไม้เก่า (มือสอง) หรือไม้เดิมที่มีอยู่ + ค่าปรับแต่งไม้ (Fitting) หรือ ซื้อแยก หัวไม้ + ก้าน + กริ๊ป + Fitting fee ประกอบใหม่ ยังประหยัดกว่าการเลือกหาไม้กอล์ฟใหม่ (ทั้งชุด) หรือ การหาแลกเปลี่ยนไม้ (ซื้อมา/ขายไป) ที่ไม่มีจุดหมาย เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ซึ่งอาจจะไม่ได้คุณภาพที่ตัวเองต้องการ ลองคิดดูนะครับว่าอย่างไหนคุ้มค่ากว่ากัน

    เพราะฉนั้นความรู้เรื่องการทำ Club Fitting ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ที่สามารถทำให้ท่านตัดสินใจในการเลือกมีไม้กอล์ฟที่คุณภาพเหมาะกับตัวท่านจริงๆ ได้โดยไม่ต้องเสียทั้งเวลา ทั้งเงินเพื่อค้นหา / เปลี่ยนไม้กอล์ฟอยู่ร่ำไป ทำไม้ที่ท่านมีอยู่ หรือที่ประกอบใหม่ให้เข้ากับสรีระร่างกาย และความสามารถในการสวิงไม้กอล์ฟ ที่มีน้ำหนักไม้ และการดีดของก้านไม้เข้ากับท่าน (Match up) ท่านก็จะได้ไม้กอล์ฟที่เหมาะสม (Custom Made) ซึ่งอาจจะไม่มีสเปคขายเหล่านั้น ในท้องตลาดด้วยซ้ำเลยทีเดียว ซึ่งมีราคาที่มีคุณภาพกับเงินที่เสียไป

    นักกอล์ฟทั่วไปอาจแบ่งได้ 4 ประเภทดังนี้
    1. นักกอล์ฟแฟชั่น : ตีไม่ดีขอมีอุปกรณ์ที่ดีเอาไว้ก่อน เน้นมีราคาไว้โชว์ตอนซ้อม/ออกรอบ
    2. นักกอล์ฟออกงาน : มีไม้อะไรก็ตีได้ ไม่คำนึงถึง ราคา/สเปค ซื้อตามคำแนะนำ / โฆษณา
    3. นักกอล์ฟสมัครเล่น : ชอบเล่นกอล์ฟ หาอุปกรณ์อยู่เรื่อยไป ไม่ลงตัวสักที ไม่รู้สเปคตัวเองจริงๆ
    4. นักกอล์ฟจริงจัง : พัฒนาเกมส์กอล์ฟได้ดี เลือกเฉพาะอุปกรณ์เหมาะกับตัวเอง ไม่เปลี่ยนบ่อย
    ท่านว่านักกอล์ฟประเภทไหนควรเป็นนักกอล์ฟในใจท่าน???? อาจเป็นแบบเดียว หรือแบบผสมก็ได้ครับ!!!!

    อุปกรณ์ Fitting มาตรฐาน (Golf Club Fitting Equiments)

    อุปกรณ์มาตรฐานที่ Tomiya Club Fitting ไว้ให้บริการ และการเรียนรู้



    เครื่องวัดตรวจสอบคุณภาพก้าน (Shaft Testing Machine) : ใช้ตรวจสอบคุณภาพของก้านไม้กอล์ฟ เพื่อหาจุดอ่อน/แข็ง และแกนของก้าน (Spine Alignment) ที่แต่ละผู้ผลิตที่แต่ต่างกันจากโรงงาน โดยหาจุดดีดถูกต้อง (Neutral Position) เต็มประสิทธิภาพสูงสุดของมัน ในทุกๆก้านว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ไม่ว่าจะราคาถูก หรือแพง ว่ามีคุณสมบัติที่ตอบสนองนักกอล์ฟ ว่าก้านใดเหมาะสมมากที่สุด



    Shaft Frequency Analyzer

    เครื่องวัดค่าการดีดตัวของก้าน(Shaft Frequency Machine) : สำหรับตรวจสอบหา Flex ที่แท้จริงของก้านไม้กอล์ฟ ก่อนเสียบก้าน และหลังในแต่ละก้านว่ามีค่าตามความเป็นจริงอย่างไร เพราะไม่มีมาตรฐานค่า Flex ที่เป็นมาตรฐานในแต่ละโรงงานที่ผลิตก้านออกมา ซึ่งสามารถจัดก้านไม้กอล์ฟให้เหมาะสมได้อย่างดียิ่งก่อนการประกอบ โดยเฉพาะในชุดเหล็ก
      
     
    
    


    เครื่องวัดองศาหน้าไม้ และ มุมสันไม้ (Loft & Lie Measuring Machine) : เป็นตัวตรวตเช็คองศาหน้าไม้ (Loft) และ Lie ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นตัวกำหนดระยะ และความแม่นยำในการตีของแต่ละไม้ที่เหมาะสมสำหรับนักกอล์ฟในแต่ละคน โดยเฉพาะในชุดเหล็กที่ต้องการความแม่นยำในระยะมากระหว่างเหล็กแต่ละเบอร์



    Loft & Lie Bending Machine
     


    เครื่องดัด-ปรับองศาหน้าไม้ (Loft & Lie Bending Machine) : เป็นตัวปรับแต่งองศาหน้าไม้ (Loft) และ Lie ให้เหมาะสมตามความต้องการของนักกอล์ฟแต่ละคนเพื่อให้มีองศาหน้าไม้ที่ไล่ระดับเรียงกันอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้ตีได้ระยะตามความต้องการอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในชุดเหล็ก





    อุปกรณ์สนับสนุนอื่นๆ (Other Support Equipments)


    Swing Weight Scale
    Grip Station

    Miscellaneous Tools 

    Shaft Extractor

    Ferrule Finishing & Grinding Machines

    Shaft Connector for Fitting Session

    Ferrule & Tip/Butt weight
    

    4 มีนาคม 2554

    บรรยากาศการเรียนการสอน Complete Club Making & Fitting

    ได้เก็บภาพมานำเสนอให้ชมบรรยากาศการเรียนการสอน Complete Club Making ที่ได้จัดขึ้นแต่ละรุ่น ของ Tomiya Club Fitting ที่เป็นมาตรฐาน ซี่งได้รับความไว้วางใจ และสนับสนุน  (คลิก รูปภาพเพิ่มเติม)









    8 ธันวาคม 2553

    ทำไมต้องทำ Club Fitting หรือต้องมีความรู้เรื่อง Clubs Fitting ใน Golf

    ท่านเป็นผู้หนึ่งใช่ไหมครับที่ชื่นชอบในการเล่นกอล์ฟ???
    ท่านเป็นผู้หนึ่งใช่ไหมครับที่ออกรอบทุกครั้ง ต้องการมีสกอร์ที่ดีขึ้นและ มี Shot ที่ดีๆทำได้ดังใจ???
    ท่านเล่นกอล์ฟมาช่วงเวลาหนึ่งและเข้าใจวงสวิงแล้วใช่ไหม และต้องการฝึกฝนเกมส์กอล์ฟของท่านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น???
    ท่านเป็นผู้หนึ่งใช่ไหมครับที่ไม่ต้องการเสียเวลา และเสียเงินกับไม้กอล์ฟ  หรือ เสียเวลา เสียเงินกับการออกรอบเล่นกอล์ฟในแต่ละครั้งอย่างไร้จุดหมาย???

    🔺 หากท่านมีคำตอบว่า "ใช่" มากกว่า 2 ข้อ แสดงว่าท่านเป็นผู้ที่รักในกีฬากอล์ฟอย่างแท้จริง ดังนั้นท่านควรมีความรู้หลักการเลือกไม้กอล์ฟให้เหมาะกับวงสวิง หรือที่เรียกกันว่า Club Fitting
    แต่ถ้าหาก "ไม่ใช่" แล้ว ท่านไม่จำเป็นจะต้องทราบเรื่อง Club Fitting เหล่านี้เลยครับ (มีไม้กอล์ฟอย่างไรก็ตีได้ทั้งนั้น) เฉพาะฉนั้นอย่างน้อยท่านควรทราบว่าอุปกรณ์ หรือไม้กอล์ฟประจำตัวในถุงกอล์ฟท่านมันเหมาะสมกับวงสวิงของท่านในปัจจุบันมากน้อยเพียงไหนอย่างไร ซึ่งความรู้พื้นฐานที่ควรทราบมีง่ายๆดังนี้

    1.  ความเร็วหัวไม้ (Clubhead Speed) หรือ สวิงสปีด (Swingspeed) ตามวงสวิงของท่านมีความเร็วเท่าไร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่เปรียบเสมือนใบบอกทางว่าที่ท่านจะมีไม้กอล์ฟที่เหมาะสมอย่างไร
    2. ขนาดกริ๊ป (Grip) ท่านมีขนาดกริ๊ปเท่าไร เพราะกริ๊ปเป็นส่วนเดียวของไม้กอล์ฟที่ท่านสัมผัส ต้องเหมาะสมกับขนาดฝ่ามือของท่าน เพราะขณะที่ตีไม้ปะทะลูกกอล์ฟ (Impact) จะได้ความหนักแน่นและคงที่เพียงใด อยู่ที่ขนาดของกริ๊ปที่ท่านใช้เป็นสำคัญ และควรมีขนาดกริ๊ปเดียวกันในทุกๆไม้ (ยกเว้น putter)
    3. ก้านไม้กอล์ฟ (Shaft Flex) ความอ่อน- แข็ง / สั้น-ยาว / หนัก-เบา อย่างไร ซึ่งเกี่ยวข้องรวมไปที่น้ำหนักรวมไม้กอล์ฟ (Club total weight) แต่ละอันเหมาะสมกับวงสวิงท่านอย่างไร ก้านสามารถดีดได้เต็มประสิทธิภาพในขณะที่ความเร็วหัวไม้ของท่านที่เป็นอยู่ หรือไม่อย่างไร
    4. ความยาวของไม้กอล์ฟ (Club Length) แต่ละอันนั้นเหมาะกับส่วนสูงท่านไหม เพราะความสูงแต่ละคนไม่เท่ากัน และมีวงสวิงที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งความยาวก้านควรมีสัดส่วนเหมาะสมกับความอ่อน / แข็งของก้านด้วยเช่นกัน เช่น ความยาวของไม้พัตเตอร์ (Putter) ต้องเหมาะสมกับการยืนจรด และรู้สีกดี เมื่อทำ Putting stroke
    5. สวิงเวจด์ (Swingweight) ความรู้สึกหนัก / เบา ของไม้แต่ละอันขณะสวิงที่เหมาะสม กับองค์ประกอบของไม้กอล์ฟแต่ละอัน และสวิงสปีดของท่านอย่างไร มีสวิงเวจด์เป็นสัดส่วนไร่เรียงกันอย่างไรในชุดเหล็ก ที่ควรสัมพันธ์กับ แฟร์เวย์ / ไฮบริด
    6. องศาหน้าไม้ (Loft & Lie)  ในขณะสวิงหน้าไม้ปะทะลูกกอล์ฟ (Impact Point) ของไม้กอล์ฟแต่ละอันเหมาะกับวงสวิงท่านไหม โดยเฉพาะองศาหน้าไม้ของเหล็กมีระยะห่างที่แตกต่างกันอย่างไร เพราะเป็นส่วนที่กำหนดระยะที่แน่นอน เพื่่อที่จะนำลูกกอล์ฟไป On บนกรีนได้อย่างสม่ำเสมอ

    🔺 สิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นพื้นฐานที่ท่านนักกอล์ฟควรทราบ ที่จะเลือกไม้กอล์ฟให้เหมาะสมกับวงสวิงของท่านอย่างไร แต่ไม้กอล์ฟที่วางอยู่ตามชั้นในท้องตลาดนั้น มีขนาดและสัดส่วนที่เป็นกลางๆ  เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่ผลิตทีละมากๆ (Mass Products) ตามจำนวนที่ต้องการของตลาดให้มากที่สุด ตามหลักการขาย เช่นเดียวกับขนาดของเสื้อผ้าที่วางจำหน่ายทั่วไป Size S / M / L  หรือ XL ไม่ได้ทำเฉพาะเจาะจง (Custom Fitting) ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักกอล์ฟที่มีบุคลิกวงสวิงที่แตกต่างกันไปได้อย่างครบถ้วน แต่ถ้าเป็นกีฬาประเภทอื่น ที่มีไม้เพียงอันเดียวก็สามารถเล่นได้ตลอดทั้งเกมส์ ก็น่าจะได้


    🔺 แต่กีฬากอล์ฟเป็นกีฬาที่ต้องการความละเอียดในทุกๆไม้ ทุกๆช็อตที่ตีลูกออกไปนั้นหมายถึงคะแนน และความมั่นใจ ในช๊อตต่อๆไป ฉนั้นไม้กอล์ฟควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับวงสวิงของแต่ละบุคคล ซึ่งกอล์ฟเป็นกีฬาชนิดเดียวที่มีขนาดของลูกกอล์ฟใกล้เคียงกับหน้าไม้มากสุดเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทอื่น จึงยิ่งต้องการรายละเอียดมากเป็นพิเศษในการตีลูก และควบคุมทิศทางไปที่เป้าหมายในแต่ละครั้งให้มากที่สุด ซึ่งสมควรมีชุดไม้กอล์ฟที่เหมาะสมประจำตัวนักกอล์ฟผู้นั้น เช่นเดียวกับการตัดชุดสูทดีๆ หนึ่งชุดที่เหมาะและเข้ารูปกับตัวเองมากที่สุดเลยที่เดียว

    🔺ทั้งนี้ การทำ Club Fitting ที่ดีๆให้เหมาะสมกับวงสวิงของแต่ละท่าน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ท่านควรพบ และพูดคุยกับผู้มีความรู้เรื่อง และการทำ Club Fitting จริงๆ (ซึ่งมีอยู่พอสมควร) เพื่อเช็คตรวจสุขภาพไม้กอล์ฟของท่านว่าเหมาะสมกับท่านอย่างไร ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชม.(ไม่มากเท่ากับการออกรอบหนึ่งครั้งหลอกครับ) แต่ท่านจะได้สิ่งที่น่าอัศจรรย์ และสนุกในเกมส์กอล์ฟของท่านมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผมขอเป็นส่วนหนึ่งที่อยากนำความรู้เรื่องการทำ Club Fitting มาบอกเล่าให้กับนักกอล์ฟได้รู้ และเป็นที่แพร่หลายทั่วไป นักกอล์ฟจะได้เติมเต็มความสามารถที่มีอยู่ในเกมส์กอล์ฟนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    6 พฤศจิกายน 2553

    Club Fitting ปรับไม้กอล์ฟให้เข้ากับวงสวิง

    เรื่องของการทำ Fitting ของกีฬากอล์ฟในบ้านเรานั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องความรู้ที่ยังไม่ได้แพร่หลายในวงการกอล์ฟ อาจเป็นเพราะว่ายังไม่มีแหล่งของมูล และจุดบริการที่สามารถพอจะหาได้ง่ายๆ ซึ่งทำให้นักกอล์ฟทั่วไปยังไม่เห็นความสำคัญอย่างแท้จริงของการทำ Fitting ในกีฬากอล์ฟนั้นว่าสำคัญ และจำเป็นอย่างไรสำหรับผู้ที่หลงใหลในกีฬาประเภทนี้

    นักกอล์ฟทั่วไปจะเสียเงินเพื่อที่จะหาซี้ออุปกรณ์สำเร็จรูป (Completed club หรือ One Fit All) ที่จำหน่ายอยู่ทั่วไป มาเป็นอาวุธประจำกายในเกมส์กอล์ฟของท่าน แต่มันน่าเสียดายกับเงินที่ท่านได้ใช้จ่ายไปกับไม้กอล์ฟนั้นๆ เพราะท่านก็จะปรับวงสวิงของท่านในเข้ากับอุปกรณ์ที่ซี้อมา จะมีนักกอล์ฟที่เข้าใจในเรื่อง Fitting เท่านั้นที่จะเลือกไม้กอล์ฟในเข้ากับวงสวิงของตนเอง ซึ่งบางท่านอาจจะทราบเพียงแต่ Flex และความยาวของก้านที่เท่านั้น เพราะเป็นส่ิงที่ได้รับและสืบทอดจากเพื่อนร่วมก๊วน หรือคนรู้จักก็น่าจะเพียงพอและเหมาะสมแล้วกับวงสวิงที่เป็นอยู่แล้ว จึงได้ตัดสินใจจ่ายค่าเสียหายในการซื้ออุปกรณ์ชิ้นนั้นมา ตามที่ท่านได้ทราบแล้วจากประสบการณ์

    หลายๆครั้งที่ท่านไม่สามารถตีไม้กอล์ฟนั้นได้ ก็จะพยายามปรับ และแก้วงสวิงของท่านให้เข้ากับไม้กอล์ฟที่ซื้อมา จนทำให้วงสวิงที่อยู่แล้วเพี้ยนไป และจนบางครั้งก็กลับไปที่เดิมไม่ถูก เป็นเหตุให้ต้องไปพบโปรเพื่อแก้วงสวิง หรือบ้างท่านก็แก้วงเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

    ทำไมท่านต้องโทษวงสวิงของท่านเองละครับ หรือบางท่านก็โทษไม้ว่าไม่ดี ไม่เหมาะ จนที่สุดต้องยอมขายขาดทุน และก็ไปเดินหาซื้อไม้ใหม่ว่ามีรุ่นไหนที่ออกใหม่ หรือมีคนแนะนำว่ารุ่นนั้น รุ่นนี้ดีตีง่าย ตีไกล ซึ่งสิ่งนี้ยังคงอยู่ในวงการนักกอล์ฟที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Fitting นี้อย่างจริงจัง

    สำหรับต่างประเทศการซื้อไม้กอล์ฟนั้น ส่วนใหญ่ผู้ที่ซื้อไม้กอล์ฟใหม่เขาก็จะเลือกห้วไม้กอล์ฟ / ก้าน / กริ๊ป ที่ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง หรือเป็นของ Brand name ให้เข้ากับวงสวิงของตนเอง เพราะอุปกรณ์ของกีฬากอล์ฟนั้นไม้ได้มีอะไรซับซ้อน เป็นกลไกของ Machanic ซึ่งไม่ใช่ Electronic โดยมีผู้รู้ในการทำ Club Fitting ที่มีอยู่ทั่วไปจัดการให้  หรือทำไม้กอล์ฟที่มีอยู่แล้วไม่ Match หรือเหมาะสมกับวงสวิง หรือไม่ก็จะนำไม้กอล์ฟที่มีอยู่เดิมมาตรวจสุขภาพ (ขอใช้คำนี้นะครับ เพราะดูเหมาะสม) ว่าต้องปรับเปลียนส่วนไหนบ้างอย่างไรให้เหมาะ กับวงสวิงของผู้ซื้อนั้น โดยไม่ต้องเปลี่ยน หรือขายทั้งชุด

    วงสวิงในกีฬากอล์ฟนั้น ไม่ได้อยู่กับตัวท่านแบบนั้นตลอดอายุการใช้งานของร่างกายท่าน เพราะย่อมมีการปรับเปลี่ยนในแต่ละช่วงเวลาของมัน ขึ้นอยู่กับขนาดของความฟิตซ้อม อายุที่มากขึ้น
    เพราะฉนั้นโปรดให้ความสำคัญกับการทำ Fitting ไม้กอล์ฟให้เข้ากับวงสวิงของท่านในแต่ละช่วงเวลาสำหรับผู้ที่หลงใหลในเกมส์กอล์ฟ